Saturday, 16 May 2009

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 67



ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 67

นัมซาโชทูลพระเจ้าจองโจว่า
“ฝ่าบาท หม่อมฉันมาขอเฝ้า ฝ่าบาท ทำตามพระบัญชา นำตัวนักโทษ ไปที่ลานกว้างแล้วพะยะค่ะ”
เวลาต่อมาพระเจ้าจองโจเสด็จถึงลานกว้าง
“วันที่ 10 เดือน 4 ปี คยองจา ข้าจะขอพิพากษา นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ปองร้ายพระมเหสี ละเมิดต่อเบื้องสูง เชิญใต้เท้าชางอ่านประกาศ”
“พะยะค่ะ” ชางแทวูอ่านประกาศแล้วตกใจ “ฝ่าบาท นี่ นี่คือ”
“ทำไมไม่อ่านล่ะใต้เท้า”
“แต่ว่าฝ่าบาท แบบนี้มันไม่ถูก ไม่ควรที่จะ”
“เลิกพูดมากซะที บอกให้อ่านประกาศตามที่ข้าเขียนไว้”
“ไม่ได้พะยะค่ะ หม่อมฉันอ่านไม่ได้ หม่อมฉัน ไม่ยอมรับผลการตัดสินโทษแบบนี้”
“ท่านมหาเสนาฯ”
“ฝ่าบาท”
“งั้นก็ได้ ข้าจะอ่านเอง”
“ฝ่าบาท”
” วันที่ 10 เดือน 4 ปีคยองจา นักโทษได้ก่อคดีอุกอาจ ล่วงเกินเบื้องสูง ลบหลู่เกียรติของราชสำนักอย่างแรง จนยากจะให้อภัยได้ ด้วยเหตุนี้หลังจากพิจารณาแล้ว ข้าจึงเห็นว่า ให้นักโทษ คังจงพิล ชางคยอมโฮ และ คิมกึนซก ถูกปลดจากตำแหน่ง เนรเทศไปเกาะร้าง ที่สำคัญ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ นักโทษฮงกุกยอง ให้ถอดจากทุกตำแหน่ง เนรเทศไปอยู่ คังหนึ่ง ซะ”
ฮงกุกยองตกใจไม่น้อย ซาบซึ้งในพระทัยยิ่งนัก “ฮือ ฝ่าบาท หึ ฮือ ฝ่าบาท ฮือ”
เหล่าขุนนางต่างไม่ค่อยพอใจคำประกาศนัก แชซกจูกล่าวกับขุนนางด้วยกันว่า
“อึม ฮงกุกยองไม่ถูกประหารหรือนี่ ทำไมอย่างงั้นล่ะ”
“หึ นั่นสิครับ”
“ไหนว่าจนถึงเมื่อวาน ฝ่าบาทยังทรงยืนกรานจะให้ประหารชีวิตไม่ใช่หรือ”
“ข้าถึงว่าเรื่องนี้มันเหลือเชื่อจริงๆ”


“ฝ่าบาททรงคิดยังไงแน่ มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะปรานีหมอนั่นอีกหรือ”
ชางแทวูทูลพระเจ้าจองโจ “เรื่องนี้ทรงตัดสินไม่ถูกต้อง ขอทรงพิจารณาใหม่เถอะพะยะค่ะ”
เหล่าขุนนางเห็นพ้องด้วย “ขอทรงพิจารณาใหม่ด้วยเถอะๆ”
“นักโทษฮงกุกยอง ไม่ว่ามองในแง่ไหนก็สมควรประหารสถานเดียว แต่ฝ่าบาทกลับทรงผ่อนผันให้เขา ถือว่าไม่สมควรและไม่ถูกต้อง”
“นั่นสิพะยะค่ะ นักโทษฮงกุกยอง ไม่เพียงใช้อำนาจบาตรใหญ่ ยังวางแผนปองร้ายพระมเหสี คนแบบนี้จะปล่อยให้รอดชีวิตได้ยังไง”
“ฮงกุกยอง ไม่ได้ปองร้ายพระมเหสีจริง”
“หา ไม่ได้ปองร้ายหรือ ทำไมอย่างงั้นล่ะ”
แชจีคยอมเองก็ไม่เข้าใจ “ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง ทำไมไม่ปองร้ายล่ะพะยะค่ะ”
” จริงอยู่ที่ว่า เขามีความคิดประทุษร้ายต่อพระมเหสี แต่ผลสุดท้ายกลับเปลี่ยนความตั้งใจ เหตุร้ายก็เลยไม่เกิด ดูจากอาหารที่ข้ากินแล้วไม่มีอันตราย ก็คือคำตอบของเรื่องนี้”
“ฝ่าบาท แม้จะไม่รู้ว่าคนๆ นี้ใช้วาทศิลป์ทูลฝ่าบาทยังไงบ้าง แต่ก็ไม่ควรหูเบาหลงเชื่อง่ายๆ หม่อมฉันคิดว่าเป็นเพียงคำแก้ต่างของคนที่คิดจะเอาตัวรอดเท่านั้น”
“คำ พูดนี้ ไม่ได้ออกจากปากฮงกุกยอง แต่เป็นข้าเอง ที่ได้ข้อมูลจากคนที่ไว้ใจได้ และเชื่อว่าเป็นความจริง ที่ข้าตัดสินโดยวิธีนี้ ก็ด้วยข้อมูลที่ว่า แม้เขาจะวางแผนชั่ว คิดปองร้ายพระมเหสีจริง แต่สุดท้ายก็ได้สำนึก ยุติการกระทำซะ นี่คือจุดที่ไว้ชีวิตเขาได้ ฉะนั้นพวกท่าน ไม่ต้องโต้แย้ง หรือแสดงความเห็นคัดค้านอีก เข้าใจมั้ย”
“ไม่ได้หรอกพะยะค่ะ พวกเราไม่เห็นด้วย และคดีนี้ตัดสินไม่ถูกต้อง ขอทรงพิจารณาใหม่ด้วยเถอะ” ชางแทวูไม่ยอม
“ขอทรงพิจารณาด้วยเถอะๆ”
ซองซงยอนเข้าเฝ้าพระมเหสีโยอึยด้วยความแปลกใจ
“แปลว่าพระมเหสี ทรงทราบเรื่องแต่แรกแล้วหรือเพคะ”


” ใช่ ก่อนฝ่าบาทจะตัดสินพระทัย ได้มาปรึกษากับข้าถึงเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นเพื่อนของเจ้าที่ทูลความจริงให้ทรงทราบ ฉะนั้น ฝ่าบาทเลยรับสั่งว่า ถ้านี่เป็นเรื่องจริง พระองค์ก็จะทรงละเว้นชีวิตใต้เท้าฮง ถามข้าว่าถ้าเป็นอย่างงั้น จะเห็นด้วยหรือเปล่า หึ”
แชจีคยอมทูลพระเจ้าจองโจว่า “ฝ่าบาท เหล่าขุนนางไม่เห็นด้วยกับการวินิจฉัยของพระองค์ ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจก่อให้ความขัดแย้งรุนแรง ฝ่าบาท”
“ถึงจะขัดแย้งยังไง ข้าก็ไม่เปลี่ยนความตั้งใจ” พระเจ้าจองโจทรงยืนยัน
“แต่ว่าฝ่าบาท”
พระเจ้าจองโจตัดบท “มหาดเล็กนัม ข้าจะไปกรมอาญา ช่วยเตรียมตัวด้วย”
“พะยะค่ะ”
พระเจ้าจองโจเสด็จไปกรมอาญาพบกับฮงกุกยอง
“แก้มัดให้นักโทษก่อน”
“หึ ฝ่าบาท”
“ทำไมตั้งแต่ทีแรก ไม่ยอมบอกข้าว่าท่านเปลี่ยนใจ”
” หม่อมฉัน แม้จะไม่ได้ลงมือในขั้นสุดท้าย แต่ความผิดที่ปิดบังพระองค์ วางแผนปองร้ายพระมเหสีและสั่งการลูกน้อง ก็คือความจริงวันยังค่ำ ฮือ โดยเฉพาะฝ่าบาทที่ทรง ไว้วางพระทัยในตัวหม่อมฉันมาตลอด ลำพังแค่จุดนี้ หม่อมฉันก็รู้ว่าความผิดที่ก่อ ยากจะให้อภัยได้อีก ฮือ”
“ใช่ ท่านพูดถูกแล้ว ถึงจะมาบอกข้า ก็ไม่อาจลบล้าง ความผิดที่ท่านปิดบัง จนถึงขั้นลบหลู่เบื้องสูงที่ก่อไว้ได้ และจริงๆ ท่านก็รู้ ว่าข้าไม่เต็มใจ ที่จะยกโทษให้ท่านในคราวนี้ ฉะนั้นจึงขอบอกไว้ ว่านี่คือ ครั้งสุดท้ายที่ข้าจะให้อภัย อย่างไม่ถือโทษโกรธเคืองอีก นับแต่นี้ ข้าจะไม่เรียกใช้ท่าน ไม่มีการข้องแวะ”
“ฮือๆๆ ฝ่าบาท ฮือๆๆ ฮือๆๆ”
ขณะที่เหล่าขุนนางก็มาร้องกับพระเจ้าจองโจ
” ฝ่าบาท รับสั่งให้ประหารฮงกุกยองเถอะพะยะค่ะ ขอทรงพิจารณาด้วย ฝ่าบาท รับสั่งให้ประหารฮงกุกยองเถอะพะยะค่ะ ขอทรงพิจารณาด้วย รับสั่งให้ประหารฮงกุกยองเถอะพะยะค่ะ ขอทรงพิจารณาด้วย”
พระเจ้าโจถอนพระทัย “เฮ่อ”


พระเจ้าจองโจเสด็จไปพบกับพระหมื่นปีจองซุน
“หึ ฝ่าบาท เสด็จมาหาข้าคงมีเรื่องสำคัญ เชิญข้างในก่อนดีมั้ย”
” ไม่ต้อง หม่อมฉันจะไม่เข้าไปในตำหนักของพระหมื่นปี หม่อมฉันรู้สึกว่า พระหมื่นปีไม่ได้อยู่เฉย แต่กลับทำเรื่องที่น่าทึ่งมาก ไม่เพียงสามารถทำให้ฮงกุกยองเชื่อฟัง ยังจะครอบงำการเมือง ให้อยู่ใต้อำนาจพระหมื่นปีอีกครั้ง”
“หึ นี่เป็นการเข้าใจผิด ที่ข้าทำเพราะเห็นแก่อนาคตของฝ่าบาท”
“ไม่ต้องรับสั่งอีกแล้ว หึ เพราะคำพูดแบบนี้ใช่ไหม คำที่ฟังเหมือนเลิศหรู เลยทำให้ฮงกุกยองหลงเชื่อตายใจ”
“ฝ่าบาท”
” ก็ได้ งั้นเอางี้มั้ย ถ้าพระหมื่นปีทรงหวังดีต่อหม่อมฉันจริง ก็จงใช้อิทธิพลที่มี สั่งให้ขุนนางที่มาคัดค้านอยู่ข้างนอก ให้พวกเขาหุบปากซะ และบอกให้พวกเขา อย่ามายุ่งกับเรื่องของหม่อมฉันอีก จะทำได้หรือเปล่า หึ ขอให้นี่เป็นครั้งสุดท้าย เพราะหม่อมฉัน ยังมีราชโองการ ของเสด็จปู่อยู่ในมือ อย่าให้หม่อมฉัน ต้องเอาออกมาจัดการกับพระหมื่นปีอีก”
นัมซาโชเรียกเทซูมาพบและถามว่า
“อ้อ มาแล้วหรือ เห็นฝ่าบาทรับสั่งว่า เจ้าเป็นคนทูลความจริงให้ทรงทราบใช่ไหม”
“หึ ใช่ครับ เอ่อ แต่ว่า ท่านมาหาข้ามีอะไรหรือเปล่า”
“พอถึงช่วงบ่าย ใต้เท้าฮง จะถูกเนรเทศแล้ว”
“หา อะไรนะครับ เร็วอย่างงั้นเชียวหรือ”
“ใช่ เพราะขุนนางคัดค้านหนัก ทำให้ต้องมีรับสั่ง ให้ส่งตัวไปเร็วๆ”
ด้านคังซกกีก็ชวนซอจังบูไปส่งฮงกุกยอง แต่ซอจังบูไม่ยอมไป เทซูมาบอกฮงกุกยองว่า
“ข้างนอกอาจมีชาวบ้านที่ไม่พอใจ ทำให้เดินทางลำบาก ก่อนจะถึงชานเมือง เราจะคุ้มครองให้เอง”
“หึ จะมีปัญหาหรือเปล่า เปิดทางให้นักโทษอาญาอย่างข้า ไม่แน่ว่า อาจมีผลต่ออนาคตพวกเจ้าก็เป็นได้”
“หึ ใต้เท้า” เทซูกับคังซกกีสงสารฮงกุกยอง
“เฮ่อ ก่อนจะไป ข้าอยากถวายบังคมเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ทราบจะได้ไหม”
หัวหน้ายอมให้แก้มัด “ฮือ ฝ่าบาท ขอทรง ฮือ ถนอมพระวรกายด้วย ฮือ”
ระหว่างทางพวกชาวบ้านเอาขอมาปาฮงกุกยองตลอดสาย พวกเทซูพยายามร้องห้ามก็ไม่มีใครฟัง ในที่สุดซอจังบูก็ทนไม่ได้
” หยุดนะ ปาทำไมกัน หยุดเดี๋ยวนี้ ข้าบอกให้หยุดไง ปาทำไม ห้ามปาเขานะ หึ พวกเจ้าไม่รู้อะไร หึ ถึงจะเป็นคนถ่อย แต่เขาก็จงรักภักดี ฮือ พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาประนามเขาแบบนี้ ฮือ ไสหัวไป ถ้าไม่อยากตายด้วยมือข้าละก้อ รีบไปซะ บอกให้ไป ถอยไปห่างๆ ฮือ ใต้เท้า อ๊าก ฮือ ใต้เท้า ขอบคุณมาก ฮือ ขอบคุณที่ช่วยเกื้อหนุนข้า ฮือๆๆ ขอบคุณมาก ขอให้ท่านโชคดี ฮือๆๆ”



ลีชองตามหาช่างเขียนตั๊ก และชวนออกมาดูบางอย่างโดยไม่บอกว่าอะไร ช่างเขียนตั๊กออกมาก็พบหญิงสาวหลายคนก็ตกใจ
“อะไรนะนี่”
ปาร์คยองมุนบอกหญิงสาวเหล่านั้นว่า “เมื่อมาทำงานที่นี่ ก็ต้องตั้งใจเรียนรู้ล่ะ รู้มั้ย”
หญิงสาวหลายคนรับคำ “ค่ะ”
“จริงสิ เจ้าชื่อ โยจิน ใช่ไหม”
โยจินตอบรับ “ใช่ค่ะ”
“ดีมาก”
ลีชองบอกช่างเขียนตั๊กว่า “เฮ่อๆๆ นี่ เฮ่อๆๆ เด็กกลุ่มนี้ คือคนงานใหม่ที่เพิ่งรับมา”
“หา จริงหรือ”
” ตั้งแต่ซองซังกุงและโชบีเข้าวังไป คนของเราก็เหลือน้อยลง ใต้เท้าปาร์คเลยให้รับเด็กเพิ่มอีก ฮ่าๆๆ ภาษิตว่าใหม่ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม เห็นแล้วค่อยมีกำลังใจ ก่อเกิดไฟสปาร์คขึ้นเยอะเลย ฮ่าๆๆ”
“เงียบเดี๋ยวนี้นะ เป็นถึงช่างเขียน ทำไมพูดจาน่าเกลียดแบบนี้” ช่างเขียนตั๊กดุ
“อะไรนะ น่าเกลียดหรือ เจ้าว่าใคร”
“ก็เจ้าน่ะสิ เป็นผู้ใหญ่ซะเปล่า น่าจะสำรวมบ้าง จุ๊ๆๆ ปากพล่อยจริงๆ เฮ่ย”
โยจินเรียกช่างเขียนตั๊ก “ท่านคะ”
“หา อ๊าก อุ๋ย”
“แหะๆๆ เฮ่อๆๆ”
“ใต้เท้าปาร์คให้เราไปห้องเขียนรูป ไม่ทราบไปทางไหนหรือคะ”
ลีชองเสนอ “อยากรู้หรือจ๊ะ ไม่เป็นไร พี่จะนำทางให้น้องเอง”
โยจินอึกอัก “เอ่อ”
ช่างเขียนตั๊กดุลีชอง “นี่ ถอยไป ยุ่งอะไรด้วย นางถามข้าต่างหาก”
“หา เอ่อ” ลีชองอึ้งไป
” แหม หึๆๆ พี่จะนำทางให้ ตามมานะจ๊ะ อีกอย่าง เทียบกับหมอนี่แล้ว ข้ายิ่งเก่งกว่า เป็นช่างเขียนที่เก่งที่สุดในศูนย์ศิลปะ แหะๆๆ” ช่างเขียนตั๊กชวนคุย
ทางด้านเชกากับลูกน้องก็ทูลพระเจ้าจองโจว่า
“ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วง คือปัญหาภัยแล้งและเพาะปลูกไม่ขึ้น ทำให้ราษฎรยิ่งลำบากมากพะยะค่ะ”
“ลำบากถึงขั้นไหน” พระเจ้าจองโจตรัสถาม
“หลายคนต้องย้ายออกจากถิ่นฐาน เพราะไม่มีปัญญาจ่ายหนี้ที่เพิ่มพูน บ้างก็ถูกขายเป็นทาสและถูกยึดที่ดินเป็นจำนวนมาก”
” เห็นว่าเดี๋ยวนี้ มีหนี้ที่ไม่จ่ายตามกำหนด ดอกเบี้ยจะเพิ่มเป็นสองเท่าใช่ไหม แถมยังถือโอกาสเข้ายึดสมบัติของลูกหนี้ แบบนี้เท่ากับผิดกฎหมายชัดๆ นี่นา”
“แต่ที่หม่อมฉันรู้มา ทุกวันนี้ในตัวเมือง ล้วนมีนายทุนปล่อยกู้ที่เหิมเกริม ไม่กลัวกฎหมายพะยะค่ะ”
“เห็นทีจะปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว พวกท่านไปดูรายละเอียด แล้วมาบอกข้าอีกที”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”


พวกเชกาออกไปแล้ว พระเจ้าจองโจถามนัมซาโช
“ประชุมฝ่ายปกครองรู้เวลาหรือยัง”
“รู้แล้วพะยะค่ะ บ่ายวันนี้ ที่ห้องขุนนาง”
พระพันปีเฮคยองเสด็จเข้ามา “เสด็จแม่”
“ที่แม่มาวันนี้เพราะเรื่องอะไร เจ้าคงรู้ใช่ไหม น่าจะรู้อยู่ เพราะแม่ให้ลีซังกุงมาบอกหลายครั้งแล้วนี่”
“เสด็จแม่”
“สนมใหม่เข้าวังจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบเดือนแล้ว ทำไมไม่เห็นเจ้าไปทำความรู้จักหรือไปตำหนักของนางบ้าง”
“เสด็จแม่ โปรดฟังที่หม่อมฉันจะทูลก่อน หนังสือแต่งตั้งของซองซังกุง”
“แม่เคยบอกแล้วว่าไม่อยากรับรู้เกี่ยวกับเรื่องของนาง”
“เสด็จแม่”
” ถ้ายังไง คืนนี้ขอให้เจ้าไปหาสนมคนใหม่ซะ อย่าให้แม่ต้องผิดหวังในตัวเจ้าอีก แม่จะถือว่าเจ้ารับปากเรื่องนี้ ไม่ต้องมาให้เตือนอีกล่ะ”
โชบีจะไปนำหนังสือมาให้ซองซงยอน แต่ถูกซังกุงของพระสนมวาพินสั่งให้มอบให้นาง
“อะไรนะ ให้ข้ามอบหนังสือหรือ แต่ว่า ข้าจองเล่มนี้ไว้นานแล้ว ทำไมต้องให้ท่านด้วย”
“ข้าก็บอกแล้วว่า เล่มนี้พระสนมวาพิน ต้องการจะดูเหมือนกัน”
“เฮอะ แล้วยังไง ข้าไม่ได้ยืมให้ตัวเองซักหน่อย จะไปให้นายหญิงของข้าอ่านนะจ๊ะ”
“นั่นแหละยิ่งต้องมาให้ข้า เป็นแค่ซังกุงขั้น 5 จะมาเทียบพระสนมขั้นหนึ่งของเราได้ยังไง”
โชบีโกรธ “ต๊าย โอย”
“และหนังสือแบบนี้ คงยากเกินไปสำหรับซองซังกุง ข้าว่านางน่าจะอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ”
“ว้าย ดูถูกกันชัดๆ อ่านไม่ออกหรือ นายหญิงของข้าความรู้กว้างขวาง แถมยังเขียนรูปเก่งอีกต่างหาก”
“เรื่องนี้ข้าก็รู้ ได้ยินว่าซองซังกุงเคยเป็นคนงานในศูนย์ศิปละ รวมทั้งเจ้าด้วยใช่ไหม”
“ดูถูกกันขนาดนี้เชียวหรือ โอ๊ย”
พระสนมวาพินเข้ามา “เอะอะอะไรกัน”
“พระสนม”
“เห็นออกมาตั้งนานยังไม่กลับ ข้าเลยมาตาม ว่าแต่ เกิดอะไรขึ้นหรือ”
ซองซงยอนรีบบอก “ทรงอภัยด้วยเพคะ คนของหม่อมฉันเสียมรรยาท โปรดอย่าถือสาเลยนะ”
“ไม่เป็นไร แค่ยืมหนังสือคงไม่ต้องเกี่ยงเรื่องฐานะ ว่าแต่เจ้า เคยอ่านประวัติของราชวงศ์แล้วหรือยัง”
“เอ่อ ยังเพคะ ยังไม่เคยอ่าน”


” ถ้าอย่างงั้น จะต่อด้วย บุคคลสำคัญ เล่มนี้คงเร็วไปหน่อย เพราะเล่มนี้ กล่าวถึงคนที่มีคุณูปการต่อบ้านเมือง หากไม่รู้ที่มาแต่แรก จะปะติดปะต่อไม่ถูก ข้ามีประวัติราชวงศ์อยู่หลายเล่ม เจ้าให้คนมารับก็ได้นะ”
“หึ ขอบพระทัยพระสนมเพคะ”
พระพันปีเฮคยองเสด็จมา “เสด็จแม่”
“ทำอะไรอยู่นี่หรือจ๊ะวาพิน”
“พอดีมาเจอซองซังกุงเข้า เลยชี้แนะเรื่องบางอย่างเพคะ” พระสนมวาพินตอบ
“งั้นหรือ ทำถูกแล้วล่ะ สมบัติผู้ดีต้องเรียนรู้แต่กำเนิด ถ้าให้เจ้าสอนนาง คิดว่าคงจะดีขึ้นได้”
“มิได้เพคะ ว่าแต่เสด็จแม่ มาหาหม่อมฉัน มีอะไรหรือเพคะ”
“ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า คืนนี้ฝ่าบาทจะไปที่ตำหนัก พวกเจ้าต้องเตรียมตัวไว้ล่ะ”
“ทราบแล้วเพคะ”
“เข้าไปข้างในเถอะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าหน่อย”
“เพคะเสด็จแม่”
โชบีหันมาขอโทษซองซงยอน “เรื่องของเรื่องเพราะข้าไม่ดีเอง”
” ไม่เป็นไร บางครั้งท่านก็เหมือนข้า ไม่รู้กฎระเบียบเลยผิดพลาดไปบ้าง อีกอย่าง นิสัยท่านเป็นคนยังไง ตอนอยู่ศูนย์ศิลปะ ข้าก็เคยเห็นแล้ว”
” แหม พูดอะไรไม่รู้ แต่ว่า พระพันปีก็ทรงลำเอียงจริงๆ ไม่ยอมรับท่านยังพอว่า ทุกครั้งที่เจอพระสนมวาพินก็ทรงยิ้มแย้มแจ่มใสอีก แถมตอนนี้ จะให้ฝ่าบาทไปหานางที่ตำหนัก”
“ยังจะพูดอีก เมื่อกี้ข้าเพิ่งพูดหยกๆ ว่ายังไง ไม่ทันไรก็ลืมแล้วหรือ”
“เอ่อ ขอโทษด้วยค่ะ”

พระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งกับนัมซาโชเรื่องประกาศ
“นี่คือเรื่องที่จะประกาศพรุ่งนี้ ส่งให้ราชเลขาด้วย”
“พะยะค่ะ”
แช จีคยอมทูลว่า “แต่ว่าฝ่าบาท แล้วตำแหน่งหัวหน้าทหารพิเศษที่ว่างล่ะพะยะค่ะ นี่ก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว ตำแหน่งของฮงกุกยองที่ว่าง ยังหาใครมาแทนไม่ได้ซะที”
“ข้าเข้าใจดี การสรรหาผู้มาแทนตำแหน่งนี้ ข้าจะจัดการเอง”
“พะยะค่ะ”
และคืนนั้นพระเจ้าจองโจก็ทรงเสด็จไปหาซองซงยอน ทำให้ซองซงยอนแปลกใจมาก
“หึ ฝ่าบาท ทำไมเสด็จมาหาหม่อมฉันล่ะเพคะ”
“ข้ามาไม่ได้หรือ ทำไมล่ะ”
“เอ่อ ไม่ใช่อย่างงั้นเพคะ เชิญเสด็จข้างในก่อน”
“หึ วันนี้ไม่รู้ทำไม รู้สึกอยากดื่มเหล้า เจ้าคงไม่ว่านะ”
“หึ ไม่ว่าเพคะ หม่อมฉันจะให้คนเตรียมให้ จัดเครื่องเสวยมาเร็ว”
โชบีรีบรับคำด้วยความยินดียิ่ง “ทราบแล้วเจ้าค่ะ ฮิ นึกแล้วเชียว ฝ่าบาทไม่ไปไหนหร๊อก เฮอะ วนเวียนอยู่แถวนี้แหละ”
พระเจ้าจองโจทรงปรับทุกข์กับซองซงยอน
” วันนี้ใต้เท้าแชบอกว่า ให้ข้าเลือกหัวหน้าหน่วยทหารพิเศษคนใหม่ แถมยังว่า ไม่ควรปล่อยให้ตำแหน่งนี้ว่างนาน แต่ว่า นอกจากฮงกุกยองแล้ว ข้าไม่อยากให้ใครมาแทนที่เขาเลย เจ้าว่าข้าคิดผิดหรือเปล่า รู้อยู่ว่า เขาทำความผิดใหญ่หลวงจนยากจะให้อภัย ชาตินี้คงไม่ได้กลับมาอีก แต่ไม่รู้ทำไม ข้ายังอยากเก็บตำแหน่งนี้ไว้รอเขา” พระเจ้าจองโจทรงดื่ม
” ฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องบางอย่าง ไม่ทราบจะทูลดีมั้ย จริงๆ แล้วฝ่าบาท ทรงคิดจะอภัยโทษให้เขาทั้งหมด ไม่ใช่ ต้องบอกว่าอโหสิให้เขาแต่แรกด้วยซ้ำ”
“ซงยอน”
” ฝ่าบาททรงเป็นทุกข์กับเรื่องนี้ เป็นห่วงเป็นใยเขาอยู่ตลอดเวลา นั่นเพราะฝ่าบาททรงเห็นเขาเป็นเพื่อน และทรงมีแต่ความจริงใจให้เขา ฝ่าบาทไม่ได้ทรง ตำหนิเขาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับทรงห่วงเขาด้วยซ้ำ แม้ว่า จะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ แต่ฝ่าบาทก็ทรง ให้อภัยใต้เท้าฮงนานแล้ว และตอนนี้ก็ทรงคิดหาหนทาง จะอภัยโทษให้เขากลับมาอีก”
เทซูไปเยี่ยมฮงกุกยอง
“ใต้เท้า”
“เทซู หึ”
“หลายเดือนนี้ ใต้เท้าสบายดีหรือเปล่า”
“อึม หึ” ฮงกุกยองนำอาหารมาให้เทซู
“เอ่อ บอกว่าไม่ต้องยุ่งยากไงล่ะครับ”
” หึ ไหนๆ มาทั้งที เลี้ยงข้าวซักมื้อจะเป็นไรไป หึ อย่ารังเกียจอาหารที่นี่เชียวนะ สำหรับนักโทษแล้ว ร้อยวันพันปีจะได้กินของพวกนี้ หึๆ น่าแปลก วันนี้จู่ๆ ตกปลาได้ สงสัยว่า มันจะรู้ว่าเจ้ามาเยี่ยม เฮ่อๆๆ”
“ใต้เท้า”
“ว่าแต่ ทำไมเจ้า มาถึงนี่ได้ล่ะ”
“เพราะฝ่าบาท เสด็จมาเยี่ยมราษฎรแถวนี้”
“เอ่อ ฝ่าบาทน่ะหรือ”
“ใช่ ข้าก็เลย แอบหนีมาดูว่าท่านเป็นไงบ้าง”
“งั้นหรือ อย่างงี้นี่เอง หึ”
“แต่ว่า ทำไมท่านดูผอมไปตั้งเยอะ สีหน้าก็ไม่ค่อยดี”
“หึ ไม่มีอะไรหรอก คงเพราะสังขารของข้า ทนอารมณ์ตัวเองไม่ไหว”
“หา” เทซูตกใจ
” หึ ข้างในนี้ เหมือนจะมีแต่ความอัดอั้น หึ ไม่ต้องทำหน้าตกใจนักหรอก ข้าน่ะ ไม่หวังอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว หึ เกิดมาชาติหนึ่ง ถือว่าใช้ชีวิตคุ้มแล้วไม่ใช่หรือ”
“ใต้เท้า”


“เพียงแต่ ความผิดที่มีต่อฝ่าบาท มันกลายเป็น บาปใหญ่หลวงในใจ กลายเป็นความรู้สึกผิดอย่างแรง มันหนักหนาซะจน ข้าแทบไม่กล้าเอ่ยปาก ถามว่าฝ่าบาททรงสำราญดีมั้ย เหมือนข้าไม่คู่ควรจะรู้”
“ใต้เท้า” เทซูสงสารเขาจับใจ
“หึ อาหารเย็นหมดแล้ว รีบกินเถอะ หึๆๆ”
เทซูกำลังจะกลับ ฮงกุกยองฝากของไปถวายพระเจ้าจองโจด้วย
“ของที่ฝากมา ข้าจะนำไปถวายฝ่าบาท แต่ว่า ข้าเอายามาให้หลายชุด ท่านต้องกินด้วยล่ะ”
“อึม ได้”
“ถ้ายังไง วันหลังข้าจะมาเยี่ยมอีก”
“ไม่ ไม่ต้องมาหรอก ข้าบอกหลายครั้งแล้วว่าติดต่อกับนักโทษ จะมีผลต่ออนาคตของเจ้า”
“ใต้เท้า”
” ขอบใจมาก ที่มาเยี่ยมข้า ขอบใจอย่างสุดซึ้ง แต่ว่า ฮือ แค่นี้ก็พอแล้ว ต่อไป ไม่จำเป็นอย่ามาหาข้าอีก เข้าใจหรือยัง เทซู หึๆๆ เฮ่อ”
เทซูกลับมาทูลพระเจ้าจองโจว่า
“หม่อมฉันทำตามรับสั่ง ไม่ได้บอกว่าของที่ให้ไป เป็นรับสั่งจากฝ่าบาท”
“อึม งั้นหรือ แล้วตอนนี้เขาเป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย”
“เอ่อ ดูเหมือนว่า สุขภาพจะไม่ค่อยดีพะยะค่ะ”
“ใช่ มันก็น่าอยู่หรอก นึกๆ ดู ข้าก็เหมือนคนที่โหดเหี้ยม ถึงกับเนรเทศ ให้เขาไปอยู่ที่กันดารอย่างงั้น แล้วยังมีหน้าถามอีก”
เทซูอึ้งไป “ฝ่าบาท”
“หมดเรื่องแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถอะนะ”
“ฝ่าบาท หม่อมฉัน มีของจะนำมาถวายพะยะค่ะ”
“นี่คืออะไร”
“เป็นของที่ใต้เท้าฮง สั่งให้มาถวายแก่ฝ่าบาท”
พระเจ้าจองโจทรงอ่านข้อความของฮงกุกยอง
” คงจะเป็นการไม่บังควรนัก ที่หม่อมฉัน ในฐานะนักโทษ ยังกล้าเสนอเรื่องแบบนี้ต่อฝ่าบาทอีก หม่อมฉัน ได้เคยทบทวนเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายหน ในที่สุด จึงได้เสนอร่างนโยบาย ปรับโครงสร้างกองกำลังอารักขา ทั้งหน่วยทหารและองครักษ์ ให้มีระเบียบมากขึ้น ถ้าหากว่าฝ่าบาท ทรงเห็นว่าหม่อมฉันเจ้ากี้เจ้าการ ก็โปรดอย่าทรงกริ้ว และเอาเรื่องนี้ทิ้งไปก็ได้”
“ใต้เท้าฮง”
กาลต่อมาพระเจ้าจองโจทรงสั่งให้ยุบหน่วยทหารพิเศษ ซอจังบูรู้เรื่องก็ตกใจไม่น้อย
“อะไรนะ จะยุบหน่วยทหารพิเศษหรือ”
“ใช่ครับท่าน ข้างนอกใครๆ ก็พูดกัน ข้าได้ยินกับหูเลย”
“ตายล่ะ แล้วเราจะทำไง นี่มันหมายความว่าไง พอหมดประโยชน์ ก็จะถีบหัวส่งงั้นหรือ”
“มันน่าสงสัยแต่แรกอยู่แล้ว เพราะใต้เท้าฮงทำความผิด พลอยให้ลูกน้องอย่างเรารับกรรมไปด้วย”
“เจ้าพูดอะไร ให้มันระวังปากหน่อย วันก่อนพูดมาก โดนซ้อมไปทีหนึ่ง ยังไม่เข็ดใช่ไหม”
คังซกกีปราม “นี่ อย่าวู่วามได้ไหม เอะอะก็ชอบใช้กำลังเรื่อย”
“ใครให้มันพูดไม่เข้าหู เดี๋ยวพ่ออัดให้ยับซะนี่”
“ใจเย็นก่อนน่า”
“อ้าว เทซู รู้ข่าวหรือเปล่า ที่จะยุบหน่วยทหารพิเศษน่ะ”
“อ๋อ เรื่องนี้หรือ ข้าก็ได้ยินเหมือนกัน”
“เอ่อ แล้วทำไมจะยุบหน่วยของเรา เกิดอะไรขึ้น ฝ่าบาทมีรับสั่งอะไรกับเจ้าหรือเปล่า”
“จริงๆ แล้ว ข้าก็ไม่ค่อยรู้หรอก แต่อาจเพราะฝ่าบาทจะทรงก่อตั้งหน่วยงานใหม่ เลยให้พวกเราไปรวมเข้ากันก็เป็นได้”
“จริงหรอกหรือ”


“นั่นสิ ว่าแล้วเชียว เรามีผลงานตั้งเท่าไหร่ จะถูกมองข้ามได้ไง เฮ่อๆๆ” ซอจังบูว่า
“แล้วเมื่อกี้พูดอะไร” คังซกกีมองซอจังบู
ซอจังบูแก้เก้อ “น่า ลืมตัวไปหน่อย เฮ่อๆๆ”
พระเจ้าจองโจทรงตรัสกับพวกเชกาถึงเรื่องงานว่า
“ไม่น่าเชื่อว่า แต่ละคนจะไม่กลัวกฎหมาย ปล่อยกู้คิดดอกเกินกว่าที่กำหนด”
“นั่นสิพะยะค่ะ มีกฎเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยทั้งจากพืชผลและสินค้า แต่ไม่มีใครปฏิบัติตาม”
“แต่ว่าฝ่าบาท ปัญหาเงินกู้ยังมีมากกว่านี้พะยะค่ะ” เชกาทูล
“หมายความว่าไง”
“ระยะหลังบรรดานายทุน กลัวจะถูกทางการตรวจสอบ จึงจับลูกหนี้ไปกักขัง ตีเป็นค่าตัวแล้วส่งไปขายที่ต้าชิงพะยะค่ะ”
พระเจ้าจองโจทรงตกพระทัย “อะไรนะ มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ ท่านพูดจริงหรือเปล่าน่ะ”
“จริงพะยะค่ะ ทุกวันนี้ใครๆ ต่างก็พูดถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะแถบ ยองวา และ ชางซอน ถือเป็นแหล่งใหญ่”
“เฮ่อ ไปตามเทซู ซกกีและจังบูมาพบข้า เราจะไปข้างนอกกัน”
“แต่ว่าฝ่าบาท บ่ายวันนี้ ต้องเสด็จไปสำนักบัณฑิตนะพะยะค่ะ” นัมซาโชเตือน
“วันนี้น่ะหรือ”
“พะยะค่ะ คราวก่อนที่ทรงตั้งคำถามให้เหล่าบัณฑิตได้คิด วันนี้ต้องไปฟังคำตอบแล้ว”
“งั้นก็ได้ ก่อนจะไปข้างนอก ข้าจะแวะไปสำนักบัณฑิตก่อน”
“พะยะค่ะ งั้นหม่อมฉันจะไปสั่งการเดี๋ยวนี้”
“อึม” หลังจากนั้นพระเจ้าจองโจก็ทรงรับสั่งกับพวกเทซูว่า
“เสร็จงานแล้วข้าจะไปถนน ยองวา พวกเจ้าไปดูถนน ชางซอน ก่อน”
ซอจังบูกับคังซกกีน้อมรับคำสั่งแล้วออกไป เหลือเทซูที่เฝ้าติดตามพระเจ้าจองโจ
และระหว่างการเสด็จของพระเจ้าจองโจ ที่เสด็จมาพร้อมกับเทซูก็ได้ยินเสียงเรียกของชองยายอง บัณฑิตฉลาดคนหนึ่ง
“พี่ชายๆ ทางนี้ๆ มองหาอะไรเล่า รีบมาเร็วๆ มาซี่ บอกให้มาไงเล่า”
พระเจ้าจองโจตรัสกับเทซู “ไปดูหน่อยซิ”
“พะยะค่ะ มีธุระอะไร”


“แหะ โทษทีนะ ช่วยรับข้าลงไปหน่อยได้ไหม”
เทซูตกใจ “อะไรนะ”
“จะมีคนมาจับข้าแล้ว ช่วยรับเร็วๆ เร็วซี่”
เทซูยอมรับชองยายงลงมา แต่ชองยายงกลับเรียกพระเจ้าจองโจให้มาช่วยด้วย
เทซูดุ “จะบ้าหรือ นั่นเขาเป็น”
พระเจ้าจองโจรีบตัดบท “ไม่เป็นไร ไม่ต้องพูดมาก”
” มา จับดีๆ นะ อย่าให้ตกล่ะ เฮ้ยๆๆ แหะๆๆ เฮ้ย อึ๊บ เฮ่ย เฮ่อๆๆ เฮ่อ ถึงจะเคยทำหลายครั้ง แต่ก็อดกลัวไม่ได้ เฮ่อๆๆ อะไรก็ไม่รู้ ข้างในมีแต่ตำราเก่าๆ ทำไมต้องก่อกำแพงซะสูงด้วย แหะ จริงหรือเปล่า หึๆๆ เอาเป็นว่าขอบคุณท่านทั้งสอง แล้วเจอกันใหม่นะ หึ” ชองยายงรีบไป เทซูทูลถามพระเจ้าจองโจ
“เฮ่ย ฝ่าบาท ดูเหมือนเขาจะเป็นบัณฑิต เราจะไม่เตือนบ้างหรือ”
“ช่างเขาเถอะ บัณฑิตที่หนีออกจากโรงเรียน คงเพราะเบื่อการเรียนเต็มที”
ชองยายงตอบคำถามเสร็จออกมาก็นึกได้ว่าตนเองลืมเขียนชื่อ และพระเจ้าจองโจได้อ่านคำตอบของชองยายงก็ทรงอึ้งไป
” คำถามตั้ง 70 ข้อ สามารถตอบได้เร็วขนาดนี้เชียวหรือ ตอนตั้งคำถาม ข้ายังคิดว่า น่าจะมีน้อยคนที่ตอบได้ น่าแปลกจริงๆ บัณฑิตคนนี้เป็นใครน่ะ”
“ขอทรงอภัย หม่อมฉันไม่ทราบพะยะค่ะ” อาจารย์ตอบ
“ท่านไม่รู้หรือ ทำไมล่ะ”
“เพราะว่า มีคนส่งคำตอบโดยไม่ลงชื่อ ทำให้หม่อมฉันเองก็แปลกใจพะยะค่ะ”
“ไม่ลงชื่อหรือ แปลว่ามีบุคคลนิรนามมาตอบหรือไง”
“พะยะค่ะ สงสัยจะเป็นอย่างงั้น”
“เดี๋ยวก่อน นี่มัน เฮ่อ” พระเจ้าจองโจได้แต่ทรงอึ้งไป
ซอจังบูกับคังซกกีกลับมา พระเจ้าจองโจทรงตรัสถามว่า
“เป็นไงบ้าง”
“ตรวจดูทุกที่ ไม่พบคนน่าสงสัยพะยะค่ะ”
“ถ้างั้น ลองไปถนนยองวาดูมั้ย” เทซูเสนอ
พระ เจ้าจองโจทรงปรามไว้ “ไม่ อย่าเพิ่งไปที่นั่น เราไปแถว คังซกตง ก่อน จากบทความที่บัณฑิตคนหนึ่งเขียนมา พบว่ามีการค้ามนุษย์เนื่องจากติดหนี้ และแหล่งใหญ่อยู่ถนน คังซกตง เขากำลังจะถวายฎีกาอยู่ ถึงจะไม่รู้ที่มาที่ไป แต่เมื่อมีข้อมูลมา เราก็น่าจะไปสืบให้รู้ก่อน”
เมื่อเสด็จไปถึงคังซกกีทูลรายงานว่า
“ถูกแล้วพะยะค่ะ แถวนี้มีโกดังที่น่าสงสัย”
“ฝ่าบาท ถ้าไงเสด็จกลับก่อน ให้พวกเราไปสืบต่อก็ได้”
“ไม่ ไหนๆ มาแล้ว เราก็ไปด้วยกัน”
“แต่ว่าฝ่าบาท”
“อย่าห่วงเลย ข้าไม่ทำอะไรที่เสี่ยงหรอก ยังไงจะรออยู่นี่ พวกเจ้าไปสืบให้รู้ละกัน”
“ถ้าอย่างงั้น หม่อมฉันจะอยู่กับฝ่าบาทด้วย” เทซูเสนอตัว
“ไม่ต้อง คนพวกนั้นอาจจะมีอาวุธ พวกเจ้าไปสามคนจะได้ช่วยกัน ยืนเฉยทำไม นี่เป็นคำสั่ง ไปเร็วเข้า”
“พะยะค่ะ”


ระหว่างที่พระเจ้าจองโจทรงรอพวกเทซู ชองยายงก็โผล่มา ทำให้พระเจ้าจองโจทรงซ้อมให้
“เดี๋ยวๆๆ หยุดก่อนๆ ข้าเอง ดูดีๆ สิ”
“อ้าว ทำไมเจ้ามาอยู่แถวนี้”
“ข้าจะถามท่านมากกว่า รู้มั้ยนี่มันที่ไหน”
“ใครน่ะ” เสียงเรียกถามดังเข้ามา
ชองยายงตกใจ “แย่แล้ว พวกมันรู้เข้า”
“มานี่เร็ว” พระเจ้าจองโจทรงพาชองยายงหลบไปได้หวุดหวิด
” เฮ่ย แย่ชะมัด หลงเข้าถ้ำเสือจนได้ เฮ่อ แถมยังซวยซ้ำสอง ถูกขังไว้อีก หึ ถามจริงเถอะ เมื่อกี้มาต่อยข้าทำไมน่ะ หึ หึ ที่นี่เป็นที่ไหน ท่านเคยรู้หรือเปล่า ทำแบบนี้ ช้าเร็วต้องตายแน่”
“แล้วเจ้าล่ะ มาทำอะไรแถวนี้”
“ข้าถามท่านก่อนนะ”
“นี่ น้องชาย”
” เฮ้ย หึ เจอแล้ว หึๆ เฮอะ เจ้าพวกสารเลว ถึงขนาดรีดไถชาวบ้าน เก็บของพวกนี้ไว้ด้วยหรือ เฮ่ย ไหนอีก อ้อ อยู่นี่เอง อึ๊บ ยืนเฉยทำไม ช่วยข้าหน่อยซี่ แล้วข้าจะพาออกจากที่นี่ เปิดปากถุงเร็ว”
“เจ้าคิดทำอะไรกันแน่ หรือว่า จะผสมให้เป็นดินระเบิด เพื่อพังประตูหรือ”
“ท่านรู้ได้ไง”
“เคยอ่านจากในหนังสือ แป้งธัญพืชบางอย่างใช้แทนดินดำ ใช้ทำระเบิดได้”
“อ้อ ไม่ยักกะรู้ ฉลาดเหมือนกันนี่นะ หึๆ มา เร็วเข้า”
“แล้วนี่ อะไรอีกล่ะ”
“หึ ถ้าออกจากที่นี่ได้ เกิดเจอพวกนักเลงมิแย่หรือ นี่คือของที่เอาไว้สังเกตการณ์ข้างนอก”
“สังเกตการณ์ข้างนอก ทำยังไงน่ะ” พระเจ้าจองโจตรัสถาม
“หึ ไม่มีคน”
“ไหนดูซิ”
“นี่ เอาคืนมาก่อน ดูอะไรนักหนา เอามาเร็ว”
“เดี๋ยวซี่ หึ”
“บอกให้เอาคืนมา”
“เดี๋ยว ขอดูก่อน”
“ไม่ให้ เฮ่ย เฮ่อ”


“ยืมหน่อยน่า” พระเจ้าจองโจตรัสบอกอีก
“หึๆๆ คอยดูนะ เร็ว หาที่หลบก่อน ไปซี่ หนีเร็ว ก่อนที่มันจะระเบิด แหะๆๆ เรียบร้อย เฮ่อๆๆ”
พวกนักเลงได้ยินเสียงก็พากันตกใจและรีบหาต้นเสียง
ทางด้านพระเจ้าจองโจกับชองยายองออกมาได้ก็พากันหอบ
“เจ้าเป็นใคร ทำไมรู้เรื่องแปลกๆ ขอถามชื่อหน่อยได้ไหม” พระเจ้าจองโจตรัสถาม
“แล้วท่านล่ะเป็นใคร”
“ข้าถามเจ้าก่อนนะ”
“หึ อะไรก็ไม่รู้ ข้าถามท่านก่อนต่างหาก”
“นี่เจ้า”
” ช่างเถอะๆ ไม่อยากบอกก็ตามใจ ข้าขอเดาก็ได้ เฮ่ย ดูเหมือนแก้มจะตอบไปหน่อย รูปหน้ายาวไปนิด โหงวเฮ้งเหมือนคนมีบารมี หน้าผากเปิดสูงพอใช้ได้ เดี๋ยวก่อน ท่านเกิดปีอะไร”
“ปียินซิน เดือน 9″
“ยินซิน เดือน 9 หรือ เดี๋ยวขอนับดู เฮ้ย มันเป็นฤกษ์มงคลนี่นา แต่คงไม่ใช่ หน้าตาท่านไม่เหมือนพวกขุนนางซักหน่อย การแต่งเนื้อแต่งตัว ก็ไม่เหมือนเศรษฐีมีกะตังค์ทั้งหลาย เฮ่ย ที่เหลือ ก็ต้องเป็นพระราชาสถานเดียว เฮ่อๆ ข้าน่ะ เกิดมาไม่เคยดูดวงให้ใครพลาด ถ้าท่านเป็นพระราชาจริง ข้าคงจะแย่ เห็นทีว่า จะมีเคราะห์ร้ายมาเยือน เฮ่อๆๆ”
“ใช่ เท่าที่ข้าดู เจ้าเหมือนจะมีเคราะห์จริงๆ”
“หา” ชองยายงตกใจ
“เหมือนอย่างที่พูด ข้าก็คือ พระราชาแห่งโชซอน”
“เอ่อ ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ” ชองยายงหัวเราะ
เวลาเดียวกันนี้พวกเทซูกลับมาไม่พบพระเจ้าจองโจก็พากันตกใจและรีบตามหา

จบ ตอนที่ 67

No comments:

Post a Comment

Post a Comment