Thursday, 16 April 2009

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 54


ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 54

“ฝ่าบาท หลักฐานที่จะนำมายืนยันนั้น ไม่ทราบว่าคือ” ชางแทวูถาม
” ขุนนางที่อยู่นี่ อาทิเช่นเจ้ากรมวัง เจ้ากรมพิธีการ คังฮักซู รวมถึง รองเจ้ากรมวังมินวูแท ล้วนเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ของใต้เท้าฮงได้”
” ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบังอาจทูลถาม เราจะเป็นพยานให้ใต้เท้าฮงได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง ขอได้โปรดทรงให้ความกระจ่างด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางอีกคนกล่าว
“ก็ไม่ แปลกหรอก คนเรามักไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิดพลาด หรือมีใครไม่พอใจ จนคิดร้ายหมายเอาชีวิต ส่วนใหญ่จะไม่รู้ล่วงหน้าก่อน คนที่บงการ ให้เข่นฆ่าขุนนางทั้งสามนั้น ไม่ใช่มใต้เท้าฮง แต่เป็นคนอื่น ที่สำคัญ เป้าหมายต่อไปของกลุ่มคนนี้ ก็คือที่นั่งอยู่นี่ เช่นเจ้ากรมวัง” พระเจ้าจองโจตรัส
ขุนนางตกใจ “หา”
พระเจ้าจองโจตรัสต่อ “เจ้ากรมพิธีการ และรวมถึง รองเจ้ากรมวังด้วย สามคนนี้ จะมีคนหนึ่งที่ต้องตาย เชื่อหรือไม่ก็ตาม ภายในคืนนี้ ถ้าข้าสามารถจับตัวคนร้าย ในบ้านพวกท่านคนใดคนหนึ่งได้ละก้อ แสดงว่าใต้เท้าฮงบริสุทธิ์ สามารถปล่อยตัวได้หรือยัง”
เหล่าขุนนางออกมาคุยกันตามลำพังกับชางแทวู และแชซกจู
“เฮ่ย ใต้เท้า มีคนคิดฆ่าเราจริงหรือ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่น่ะครับ” ขุนนางกล่าว
แชซกจูว่า “แต่ข้าเชื่อว่าฝ่าบาท คงไม่รับสั่งเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานจริง ทุกคนลองคิดซิว่า มีอะไรให้คนปองร้ายหรือเปล่า”
” ไม่มีหรอกครับ ข้าว่ารับสั่งของฝ่าบาทเหมือนโยนหินถามทางมากกว่า ถ้าไม่เพราะว่า ถูกฮงกุกยองยุยงมา แล้วทำไมเราต้องถูกปองร้าย มีเหตุผลอะไรกัน”
“นั่นสิ แสดงว่าจะหลอกใช้เราเป็นพยานชัดๆ ข้าไม่ยอมหรอกนะ”
“ทำตามรับสั่งของฝ่าบาทเถอะ”
“แต่ว่าใต้เท้า”


” ต้องเป็นแผนเจ้าหนุ่มฮงกุกยองไม่ผิดแน่ เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ เพราะฉะนั้น ฝ่าบาทจะทรงใช้วิธีไหน ปัดเป่าความผิดให้หมอนี่ เราก็รอดูไปละกัน หึ หลักฐานหรือ เพื่อจะช่วยขุนนางเจ้าเล่ห์คนหนึ่ง ฝ่าบาทถึงขนาดยอมลดพระองค์ ให้เป็นที่ครหาก็ให้รู้ไป”
ขณะเดียวกันพระเจ้าจองโจทรงรับฟังนัมซาโชกับแชจีคยอมว่า
” ฝ่าบาท สิ่งที่รับสั่งไปนั้น เป็นความจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ ถ้าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับใต้เท้าฮง แล้วฝ่าบาท จะทรงมีวิธีจับกุม คนร้ายตัวจริงได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นสิพ่ะยะค่ะ ฝ่าบาททรงมีหลักฐานเพียงพอจะช่วยเขาได้จริงหรือ ฝ่าบาท”
“ไม่มี ข้าไม่มีหลักฐานอะไรเลย นี่เป็นเพียงการคาดเดา ข้ากำลังทำสิ่งที่มีความเสี่ยงอยู่มาก”
“ฝาบาท”
“แต่ก็ขอให้เชื่อข้า แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นแค่คาดเดาและมีความเสี่ยง แต่พอถึงคืนนี้ ทุกคนจะรู้ว่า ข้าไม่ได้พูดเล่น”
พวกเทซูไปบังคับขุนนางท่านหนึ่งให้สั่งคนคุ้มกันและบ่าวไพร่ออกไปให้หมด
“ข้าทำตามที่บอก ให้คนคุ้มกันและบ่าวไพร่ออกไปหมดแล้ว ทีนี้ จะให้ทำอะไรอีก”
” ไปสั่งพ่อบ้าน ให้บอกคนที่เหลือว่าไม่ต้องตกใจ พวกเขาแค่ออกจากเมืองหลวงชั่วคราว ส่วนไต้เท้า พอตกค่ำเมื่อไหร่ ให้ใส่เสื้อตัวนี้และหลบอยู่หลังบ้าน” เทซูสั่ง
“อะไรนะ ให้ข้าใส่เสื้อกระสอบงั้นหรือ”
ซอจังบูตอบว่า “ใช่ครับ ใต้เท้า”
ขุนนางยังนิ่ง คังซกกีจึงขู่ “ถ้าไม่อยากตายก็ทำตามที่เราสั่งดีกว่า”
พระมเหสีโยอึยทรงพบซองซงยอนกำลังจะไปตำหนักซุกชางของสนมจึงเรียกไว้
“ซงยอน”
“อ้อ พระมเหสี”
“เจ้า กำลังจะไปตำหนักซุกชางใช่ไหม”
“ใช่แล้วเพคะพระมเหสี”
” แต่วันนี้ เจ้ากลับไปดีกว่า เพราะในวังกำลังยุ่งกับเรื่องใต้เท้าฮงอยู่ คิดว่าวอนพินก็คงอารมณ์ไม่ดี ฉะนั้นวันหลังค่อยมาวาดก็ได้ ทางด้านวอนพิน ข้าจะให้คนไปส่งข่าวเอง เอาล่ะ ข้ามีธุระสำคัญต้องขอตัวก่อน วันหลังค่อยคุยใหม่นะจ๊ะ”
“เพคะ” ซองซงยอนรับคำอย่างงุนงง
เวลาเดียวกันนั้น สนมวอนพินก็ไล่คนสนิทออกไป เพราะเครียดที่จู่ๆ พี่ชาย ฮงกุกยองถูกจับ
ชางแทวูมาพบฮงกุกยองและบอกเรื่องที่พระเจ้าจองโจกำลังจะหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ให้เขา
“ท่านบอกว่าฝ่าบาท กำลังจะหาหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ของข้า ที่พูดนี่จริงหรือเปล่า” ฮงกุกยองถาม
“ท่าทางเหมือนไม่รู้จริงๆ ทั้งที่จริงเพราะลมปากของเจ้า อยู่เบื้องหลังบงการเรื่องนี้ทั้งหมด”
“ใต้เท้า”
” ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมอะไร แต่ถ้าฝ่าบาททรงหูเบา หลงเชื่อคนอื่นง่ายๆ ละก้อ แสดงว่าพระองค์ทรงอคติ สูญเสียความเป็นกลางที่พระราชาควรจะมี”
“พูดจาระวังปากหน่อยนะท่าน ท่านกล้าบังอาจวิจารณ์ฝ่าบาทถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
” หุบปาก บังอาจอะไรกัน เจ้านั่นแหละให้รู้ซะบ้างว่ากำลังพูดกับใครอยู่ ข้ารู้เช่นเห็นชาติคนอย่างเจ้าดี ที่ว่าจงรักภักดีก็แค่ลมปากเพ้อเจ้อเท่านั้น เป้าหมายจริงๆ ของเจ้า ก็คือปิดบังพระเนตรพระกรรณ,มีอำนาจในราชสำนัก เพราะฉะนั้น คนที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย,ราษฎรไม่ได้อยู่เป็นสุข ก็คือพระญาติอย่างพวกเจ้าต่างหาก ฉะนั้น อย่านึกว่าจะได้ออกจากที่นี่ง่ายๆ แม้จะมีฝ่าบาทคอยช่วย ข้าขอประกาศไว้เลยว่า ยังไงจะไม่มีวันให้อภัย คนที่บงการฆ่าเหล่าขุนนาง”
“ยิ่งฟังท่านพูดแบบนี้ ข้าก็เกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า เป็นตายร้ายดีก็ต้องออกจากที่นี่ให้ได้”
“อะไรนะ”
” ไม่เชื่อก็รอดูต่อไป ไว้ข้าออกไปเมื่อไหร่ จะแสดงให้เห็นว่าพระญาติเจ้าเล่ห์อย่างข้า สามารถกุมอำนาจในวัง เหนือกว่าเสนาบดีอย่างท่านซะอีก”

หัวหน้าองครักษ์เข้ามาทูลรายงานพระเจ้าจองโจ
“ฝ่าบาท บ้านของเจ้ากรมวัง เจ้ากรมพิธีการรวมถึงรองเจ้ากรมวัง ได้ส่งทหารไปดูแล เตรียมพร้อมทุกด้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่าให้ใครเห็นร่องรอยของพวกเขา ต้องทำงานรอบคอบ อย่ามีความผิดพลาดได้ล่ะ”
“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่เป็นเวลาไหนแล้ว”
“ใกล้เที่ยงคืนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” นัมซาโชตอบ
ซอจังบูกับคังซกกีเฝ้ารออยู่นาน ก็อดที่จะบ่นไม่ได้ว่า
“เฮ่ย ฝ่าบาทรับสั่งจริงหรือเปล่า ภายในคืนนี้ คนร้ายจะโผล่มาแน่นะ”
“ข้าว่าฝ่าบาทคงไม่รับสั่งโดยไม่มีเหตุผล รอดูไปก็รู้”
” รอน่ะรอได้ แต่หลายชั่วยามแล้วยังไม่เห็นมดซักตัว รู้สึกมีอะไรแปลกๆ ก็ไม่รู้ ใครๆ บอกว่า เรื่องนี้เป็นการบงการของใต้เท้าฮง เราทำถึงขนาดนี้ยังไม่มีอะไรซักอย่าง สุดท้ายมิแย่หรอกหรือ เฮ่ย”
ส่วน เทซูกลับไปทูลรายงานพระเจ้าจองโจว่าไม่มีใครโผล่มาสักคน พระเจ้าจองโจทรงถอนพระทัย เวลาเดียวกันมินจูซีก็กลับไปรายงานชางแทวูว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นกัน
วันต่อมาชางแทวูรีบมาเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ
“ฝ่าบาท”
“นั่งก่อนสิท่านเสนา ว่าไง จะพูดอะไร”
“ในเมื่อไม่มีหลักฐานยืนยันสิ่งที่รับสั่ง งั้นคดีนี้ให้หม่อมฉันสืบหาความจริงดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วท่านคิดจะทำไง”
” หม่อมฉันเห็นว่าฮงกุกยองเป็นผู้ต้องสงสัยที่สุด ถ้าจะให้รู้ความจริง เราก็ต้องใช้วิธีทรมาน โปรดทรงอนุญาตให้หม่อมฉัน ไต่สวนตามแต่จะเห็นควรเถอะ ถ้าฝ่าบาทยังทรงปกป้องคนๆ นี้อีก ซักวันจะเดือดร้อนถึงพระองค์เอง ขอทรงตัดสินพระทัยเถอะ”
“ฝ่าบาท มหาดเล็กนัมพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้ามา”
“ฝ่าบาท เจ้ากรมโยธา ลีจองแท ถูกคนสังหารพ่ะย่ะค่ะ” นัมซาโชรายงาน
พวกชาวบ้านมุงดูและวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ เทซูเข้ามาบอกว่า
“เรามาจากหน่วยทหารพิเศษ รับพระบัญชาให้มาชันสูตรศพ”
หลังจากเทซูดูแล้วก็กลับมารายงานพระเจ้าจองโจ
“ตรวจดูแน่แล้วหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ตายใช่ไหม”
“พ่ะยะค่ะ เหมือนที่ฝ่าบาททรงคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด”
” น่าจะเป็นฝีมือกลุ่มปลดแอกค้าทาส ก่อนหน้านี้นึกว่าเป้าหมายคือเจ้ากรมวัง แต่เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา เลยหันไปจัดการเจ้ากรมโยธาซะก่อน หรือไม่งั้น คือรู้ว่าทางการเตรียมป้องกันไว้แล้ว”
“ฝ่าบาท แสดงว่าที่พวกเราไปเฝ้าอยู่บ้านเจ้ากรมวังตลอดทั้งคืน มีคนรู้เห็นเข้าหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อาจเป็นไปได้”
“แต่พวกเราเก็บตัวเงียบ ไม่มีใครโผล่หน้าซักคนนะพ่ะย่ะค่ะ และทำงานอย่างลับๆ ด้วย”
” นั่นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าคิดเอง ทหารไปเป็นจำนวนมาก ยังไงก็ต้องเป็นที่สังเกตของชาวบ้าน แต่เชื่อว่าคราวหน้า เป้าหมายต้องเป็นบ้านเจ้ากรมวังแน่ เพราะดูจากกิตติศัพท์ที่เขาชอบกดขี่ข้าทาสบริวาร คนกลุ่มนี้คงจะไม่ปล่อยเขาไว้ แต่ว่า หึ”
ดัลโฮรู้เรื่องจากนัมซาโชก็ตกใจ
“อะไรนะ กลุ่ม ปลดแอกค้าทาส มีคนแบบนี้อยู่ในบ้านเมืองด้วยหรือครับ”
“มีสิ คนที่จ้องฆ่าเหล่าชนชั้นปกครอง ก็คือกลุ่มปลดแอกค้าทาสนี่แหละ”
“ฮ้า ตายล่ะ ทำไมมีเรื่องน่ากลัวแบบนี้”
“ดูจากหลายคนที่ถูกฆ่า ล้วนขึ้นชื่อว่าทารุณบ่าวไพร่เป็นที่หนึ่ง สุดท้ายพวกเขาคงทนไม่ไหว รวมกลุ่มมาสังหารซะเลย”
“อ้อ แต่ว่า ทำไมฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้ได้ล่ะครับ จากการไต่สวนของกรมอาญา ไม่เห็นมีการเอ่ยถึงเลย”
“ข้าก็แปลกใจอยู่ ดูเหมือนฝ่าบาทจะทรงทราบแต่แรก เพียงแต่ไม่รับสั่ง แต่รายละเอียดมากกว่านี้ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
พระเจ้าจองโจทรงรับสั่งกับเทซู คังซกกีและซอจังบูว่า
“ถ้าส่งทหารไปดักรอจำนวนมาก จะเป็นที่ผิดสังเกตได้ง่าย”
“หมายความว่า จะให้พวกเรา”
“ใช่ คราวนี้ไปแค่พวกเจ้าสามคน โดยไม่มีทหารติดตาม และไม่ให้ใครรู้ด้วย จะทำได้หรือเปล่า”
“ได้พ่ะย่ะค่ะ เราจะจับคนร้ายให้ได้”
“ดูจากพฤติกรรมในช่วงนี้ อย่านึกว่าเป็นแค่บ่าวไพร่แล้วจะประมาท คนพวกนี้น่าจะมีฝีมือ ต้องระวังให้มากล่ะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ทรงวางพระทัยได้”
“ไม่ต้องห่วงพ่ะย่ะค่ะ”
พวก เทซูไปซุ่มรอสามวันแล้วก็ยังไม่มีวี่แววอะไร ทันใดนั้นคืนนั้นก็เห็นคนมาจริงๆ ซอจังบูเข้าไปจับทันที ส่วนเทซูก็แอบสะกดรอยตามอีกคนไปจนพบแหล่งกบดาน
“มาแล้วหรือ ข้ารออยู่นานแล้ว”
“ฮึ่ม เจ้าเป็นใคร”
” ข้า อยู่หน่วยทหารพิเศษ ชื่อซอจังบู ส่วนเจ้า ถ้าเดาไม่ผิดละก้อ คงเป็นพี่ชายของสาวใช้บ้านนี้ ที่ถูกเจ้ากรมวังกดขี่จนเสียชีวิต เลยจะกลับมาแก้แค้นแทนน้องสาวล่ะสิ ใช่ไหม ถ้าฉลาดก็วางอาวุธลงซะ เพราะข้า ไม่อยากทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่าและไม่ใช่ศัตรูของบ้านเมือง ยืนเฉยทำไม เร็วซี่”
“หึ หุบปาก ย้าก” ชายคนนั้นสู้ แต่ก็สู้ไม่ได้ถูกซอจังบูจับ
“มาทางนี้ เดิน”
หัวหน้าองครักษ์เข้ามาทูลรายงานพระเจ้าจองโจเรื่องเทซุพบแหล่งกบดาน
“ฝ่าบาท ปาร์คเทซูส่งข่าวมาว่าได้ติดตามคนร้าย จนพบแหล่งกบดานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่งทหารออกไปเดี๋ยวนี้ จับคนที่สมรู้ร่วมคิดให้หมด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
” เดี๋ยว ท่านนายกอง คนที่อยู่นั่นส่วนใหญ่เป็นบ่าวไพร่ แม้จะมีอาวุธ แต่ยังไงก็สู้กำลังทหารไม่ได้อยู่ดี ให้ระวังการจับกุมหน่อย ไม่จำเป็นอย่าให้เสียเลือดเนื้อล่ะ”
“พ่ะยะค่ะ”
องครักษ์ออกไปดัก จับ “คนของพวกเจ้า ที่มีส่วนก่อการร้ายในคืนนี้ ได้ถูกทางการจับตัวไว้หมดแล้ว รีบวางอาวุธแล้วยอมแพ้ซะ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งลงมา ใครที่ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย เราจะละเว้นชีวิตคนนั้น ฉะนั้น ถ้าไม่อยากมีความผิด ก็รีบยอมแพ้ซะ”
พวกชาวบ้านปรึกษากัน “เอ่อ เอาไงดี ยอมไม่ยอม”
ทางด้านพระเจ้าจองโจทรงตรัสกับชางแทวูว่า
“วันนี้ทุกท่านมาแต่เช้า คิดว่าคงรู้ข่าวเมื่อคืนแล้วสิ”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
” ถ้างั้น ข้าคงไม่ต้องพูดมากอีก เมื่อคืนนี้ หน่วยทหารพิเศษของข้า ได้จับกุมหัวโจกที่อ้างว่าเป็นกลุ่มปลดแอกค้าทาสได้ทั้งหมด และสอบปากคำเรียบร้อยหมดแล้ว แค่นี้ คงพอจะเป็นหลักฐานได้แล้วสินะ หรือท่านเห็นว่าไง ข้าทำตามสัญญาจับคนร้ายมาลงโทษแล้ว จะปล่อยตัวฮงกุกยองได้หรือยัง ใต้เท้าแช สั่งไปทางกรมอาญา ให้ปล่อยใต้เท้าฮงเป็นอิสระได้”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
พอมินจูซีรู้จากแชซกจูว่าฮงกุกยองถูกปล่อยตัวแล้วก็ไม่พอใจ
“ใต้เท้า ท่านว่าไงนะครับ ฮงกุกยองถูกปล่อยออกจากเรือนจำงั้นหรือ”
“ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาไม่เกี่ยวด้วย เราจะอ้างอะไรไปจับอีกล่ะ”
“แต่ที่เขาส่งคนมาทำร้ายข้าก็เป็นเรื่องจริงนะครับ ทำไมแม้แต่ข้อหานี้ก็พลอยยกเลิกไปด้วยหรือ”
” ข้อหาหรือ? เมื่อไหร่เจ้าจะตาสว่างซะที ฝ่าบาทรับสั่งว่านั่นเป็นเพราะ เขาต้องสืบเรื่องเจ้าหน้าที่หอตำราถูกทำร้าย และฮงกุกยองสงสัยว่า เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องเลยต้องคาดคั้นเอาความจริงหน่อย แล้วยังไง ตอนนี้เจ้าจะทำไงต่อ ฮงกุกยองถูกปล่อยออกมา เขาจะหันมาเล่นงานเจ้าอีก จะไม่คิดหาทางเอาตัวรอดหน่อยหรือ”
พวกเทซูไปรอรับฮงกุกยอง เขาดีใจ
“หึ ขอบใจมาก ที่พวกเจ้ามารับข้า”
“ใต้เท้า”
“ข้าจะไปเฝ้าฝ่าบาท ตอนนี้พระองค์อยู่ไหน”
“อยู่ห้องทรงงานครับ ฝ่าบาทก็ทรงรอท่านอยู่เหมือนกัน”
ฮงกุกยองเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ
“นั่งลง ไม่เจอพักเดียว ดูซูบไปเยอะนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ เพราะหม่อมฉันไม่เอาไหน ทำให้ฝ่าบาทต้องทรงเป็นห่วงอยู่เรื่อย”
“พูดจริงเหมือนที่คิดหรือเปล่า ท่านไม่โกรธข้าหรือว่า ปากบอกว่าท่านเป็นคนสนิท แต่กลับปล่อยให้ติดคุกน่ะ”
” เอ่อ โกรธอะไรกัน หม่อมฉันไหนเลยจะกล้า สิ่งที่ฝ่าบาททรงทำเพื่อหม่อมฉันทุกอย่าง หม่อมฉันรู้แก่ใจดี หม่อมฉันไร้สามารถ ไม่รู้จะตอบแทนพระเมตตา ที่ฝ่าบาททรงมีต่อหม่อมฉันได้ยังไง”
“ระหว่างเราสองคน ยังต้องเกรงใจอีกหรือ ข้าเพียงแต่ ทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อท่านเท่านั้น”
“หึ ฝ่าบาท แต่ว่าฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องจะทูลถามพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องอะไร เชิญถามมาได้”
“ทำไมทรงทราบว่าเรื่องนี้ เกี่ยวกับกลุ่มปลดแอกฯ ล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจะรู้ได้ไง ก็ท่านเป็นคนบอกไม่ใช่หรือ”
“หม่อมฉันทูลฝ่าบาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เข้าใจจริงหรือ หึๆ”
พระเจ้าจองโจอธิบายแล้วกล่าวว่า
” อ้า ทีนี้เข้าใจหรือยัง ก็คือเล่มนี้ สำนวนคดีที่ท่านฝากเทซูมามอบให้ข้า ทำให้ข้ารู้ความจริง จากรายงานที่ท่านส่งมา ยังบอกถึงความเป็นอยู่ของบ่าวไพร่ที่อยู่ในบ้านชนชั้นสูง หลังจากข้าได้อ่านดู ถึงรู้ว่าขุนนางที่ถูกสังหาร แต่ละคนช่างทารุณบ่าวไพร่อย่างหนัก และทุกคน ล้วนเคยทำงานในกรมแรงงานทั้งสิ้น ข้าจึงเกิดความสงสัย ไปดูศพผู้ตายด้วยตัวเอง ใช่แล้ว คืออักษรนี่แหละ เจ้ารู้หรือเปล่าเทซู หลังมือของคนที่ถูกสังหาร มีอักษรคำว่า “อีก” เขียนอยู่ทุกคน”
เทซูรับคำ “ทราบพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้หม่อมฉันก็เคยได้ยิน”
“แต่เจ้าดูคนนี้สิ อักษรที่เขียนเหมือนไม่ใช่คำว่า อีก เห็นมั้ย ถ้าดูดีๆ เหมือนคำว่า ผู้หญิง”
“อะไรนะ”
“ทีนี้เข้าใจหรือยัง คนชันสูตรบอกว่าเป็นตัวอักษรที่คล้ายกัน ข้าเลยไม่ทันคิดว่าอาจเป็นคำอื่นก็ได้”
“เอ่อ ฝ่าบาท ถ้าสองคำนี้รวมกันเข้าละก้อ”
” ใช่แล้วเทซู ถ้ารวมกันก็คือว่า “ทาส” สิ่งที่คนร้ายต้องการบ่งบอกหลังจากลงมือ ก็คือความหมายนี้แหละ คนพวกนี้ ล้วนตายเพราะเรื่องบ่าวไพร่เป็นเหตุ ทีนี้เข้าใจหรือยัง ที่ข้าสามารถเดาจนรู้เป้าหมายต่อไป ก็เพราะรายงานที่ท่านส่งมาให้ แบบนี้ถ้าไม่ใช่ท่านบอกข้า แล้วใครจะบอก”
“เอ่อ ฝ่าบาท”
“ขอบใจมากนะ แม้ตัวจะอยู่ในเรือนจำ ท่านยังสร้างผลงานไว้อีก”
“หึ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
” แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ข้าจะให้อภัยในสิ่งที่ท่านทำกับไต้เท้ามินไว้ อย่าเพิ่งหลงดีใจซะล่ะ ที่จริงข้าก็รู้จุดประสงค์ที่ทำ แต่บางครั้งการกระทำของท่าน ก็ขาดความยั้งคิดไปหน่อย”
“หม่อมฉันรู้ดีพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทเคยรับสั่งให้หม่อมฉันรอบคอบ สุดท้ายยังหาเรื่องใส่ตัว เป็นความผิดที่ไม่อาจอภัย ขอทรงลงอาญาด้วย”
“อยากให้ข้าลงโทษจริงหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉัน ยินดีรับพระอาญา ไม่ว่าจะสถานหนักหรือเบา”
“ในเมื่อท่านเต็มใจ งั้นก็ช่วยไม่ได้ การลงโทษเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือมอบหน้าที่ให้ท่าน ไปสืบหาความจริงมา”
“อะไรนะ”
“ตกใจอะไรนักหนา ก็ไหนว่า ยอมให้ข้าลงโทษทุกอย่างไม่ใช่หรือ”
“เอ่อ ฝ่าบาท”
” ข้ายังเชื่อใจท่านอยู่ ฉะนั้นเรื่องเจ้าหน้าที่หอตำรา และนโยบายปฏิรูประบบทาส จะให้ท่านดูแลทั้งหมด นี่คือทางเดียวที่ข้าจะลงโทษท่านให้หนัก เป็นไง พอจะทำได้ไหม”
“ฝ่าบาท”



ฮงกุกยองออกมาก็พบกับมินจูซี
“อ้อ ใต้เท้ามิน มีธุระอะไรหรือ”
“ใต้เท้าฮง ได้ยินว่าท่านถูกปล่อยออกจากเรือนจำ เป็นไงบ้าง ยังสบายดีอยู่ใช่ไหม”
“ใช่ ขอบคุณที่เป็นห่วง”
“งั้นหรือ งั้นก็ดี จะได้โล่งอก ที่ข้ามานี่ เพื่อจะถวายฎีกาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิด อยากรบกวนท่าน นำความขึ้นทูลฝ่าบาทด้วย”
“ถวายฎีกาเรื่องที่เกิด คืออะไรน่ะ” ฮงกุกยองงง
“ท่านก็รู้ ที่ถูกปล่อยตัวคราวนี้ ทำให้ขุนนางหลายฝ่ายไม่พอใจ แต่ไม่ต้องห่วง ข้าจะออกหน้าแทนท่าน ยับยั้งพวกเขาเอง”
ฮงกุกยองหัวเราะ “หึๆ ท่านน่ะหรือจะช่วยข้า”
” ใช่ แม้ท่านจะเคยทำร้ายข้า แต่เรื่องแค่นี้ข้าไม่ถือหรอก เพราะรู้ว่า สิ่งที่ข้าทำก็ชวนให้สงสัย เพราะฉะนั้น ถ้ามีอะไรเข้าใจผิด ก็ขอให้แล้วกันไปเถอะนะ”
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงให้เสียเวลาหรอก เข้าใจผิดน่ะหรือ ข้าไม่เคยเข้าใจท่านผิดเลยซักนิด”
“จริงหรือท่าน”
“ใช่ ข้าพูดจริงๆ ที่ท่านให้คนไปทำร้ายเจ้าหน้าที่หอตำรา เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การเข้าใจผิด”
“เอ่อ อะไรกันน่ะใต้เท้า”
” พอถูกข้าซ้อมเข้าหน่อย ก็รีบส่งพวกนั้นไปอยู่บ้านนอกใช่ไหม ข้ารู้นะ ว่าพวกคนร้ายหนีไปอยู่ไหนบ้าง ท่านนี่ช่างโง่จริงๆ ถ้าไม่อยากให้เดือดร้อนถึงตัว ก็น่าจะหาทางอื่นมากกว่า ข้าส่งทหารไปจับพวกที่ลงมือแล้ว ท่านยังมานั่งเขียนฎีกา เสียเวลาเปล่าๆ”
“อะไรนะ เสียเวลาหรือ พูดแบบนี้หมายความว่าไง”
ฮงกุกยองไม่ตอบแต่หัวเราะ “หึๆ”
มินจูซีกลับไปเล่าให้ชางแทวูฟัง แต่กลับถูกไล่
“ข้าไม่อยากฟัง ไสหัวไปเดี๋ยวนี้”
“ใต้เท้า”
“ไม่นึกว่าที่ไปทำร้ายพวกนั้นคือเจ้าจริงๆ เจ้ากล้าปิดบังข้า ทำเรื่องเสื่อมเสียเกียรติถึงขนาดนี้เชียวหรือ”
“ใต้เท้าโปรดอภัย สิ่งที่ข้าทำ ก็เพื่อขุนนางทั้งหลายน่ะครับ”
” หุบปาก ก็เพราะความคิดโง่ๆ ของเจ้า ทำให้ขุนนางเก่าอย่างเราตกที่นั่งลำบาก ป่านนี้ฮงกุกยองคงมีข้ออ้างสมเหตุสมผล จะเล่นงานพวกเราก็ไม่มีใครขัดขวางอีก”
“เป็นความผิดของข้าจริงๆ ท่านช่วยข้าหน่อยเถอะครับ ท่านเองก็รู้ว่าข้าภักดีต่อท่านแค่ไหน ได้โปรดช่วยข้าซักนิด”
“พอที ข้าไม่ช่วยแล้ว”
“ใต้เท้า”
” ใครทำผิดก็ต้องรับผลไปตามนั้น ข้าจะไม่เห็นแก่เจ้าคนเดียว จนทำให้ขุนนางทั้งหลายพลอยถูกตราหน้าไปด้วย เพราะฉะนั้น ก่อนที่ข้าจะเอาผิดกับเจ้า รีบไปเฝ้าฝ่าบาทดีกว่า”
“หา ใต้เท้า”
“ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก จะไปไหนก็ไป”
“ทำไมท่านถึงใจร้ายแบบนี้ ข้าติดตามท่านมาชั่วชีวิต ท่านจะตัดรอนข้าโดยไม่เหลียวแลได้หรือครับ”
“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง เอาตัวคนๆ นี้ออกไป”
“เอ่อ ใต้เท้าๆ ทำไมทำกับข้าแบบนี้ ใต้เท้าๆๆ”
” ฮงกุกยอง เพราะเจ้าคนเดียว” ชางแทวูแค้นใจ “ข้ารู้เช่นเห็นชาติคนอย่างเจ้าดี ที่ว่าจงรักภักดีก็แค่ลมปากเพ้อเจ้อเท่านั้น เป้าหมายจริงๆ ของเจ้า ก็คือปิดบังพระเนตรพระกรรณ,มีอำนาจในราชสำนัก เพราะฉะนั้น คนที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ราษฎรไม่ได้อยู่เป็นสุข ก็คือพระญาติอย่างพวกเจ้า”
ฮงกุกยองมาเฝ้าพระหมื่นปีจองซุน
“เชิญดื่มน้ำชาก่อน เห็นสีหน้าเจ้าไม่สู้ดี ข้าเลยเตรียมน้ำชาที่เสริมลมปราณให้โดยเฉพาะ”
“หม่อมฉันจะมาทูลถามเรื่องหนึ่ง สิ่งที่พระหมื่นปีมีอยู่นั้น สามารถเล่นงานใเท้าชางแทวูแน่หรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ”
“เปิดดูซิว่าจะถูกใจเจ้าหรือเปล่า”
ฮงกุกยองอ่าน “นี่คือ”
“นั่นคือ ฎีกาของชางแทวู ที่เขียนในสมัยปี ชองยิน”
“ฎีกาของใต้เท้าชางหรือพ่ะย่ะค่ะ”
” ใช่ ตอนนั้นชางแทวูอายุยังน้อย ด้วยความหุนหันพลันแล่น ถวายฎีกาลบหลู่อดีตพระราชา หาว่าทรงปองร้ายพระเชษฐา เป็นเหตุให้องค์ชายคยองจง ถูกวางยาจนสิ้นพระชนม์ แต่ว่า ตอนนั้นมีราชเลขาคนหนึ่ง เป็นญาติสนิทของข้า ทำให้ได้ฎีกาฉบับนี้มา และตรวจสอบว่าเป็นลายมือชางแทวูไม่ผิดแน่ ทีนี้รู้แล้วใช่ไหม ว่าสิบปีก่อน ข้าสามารถทำให้ชางแทวูยอมถอยได้ ก็เพราะของสิ่งนี้แหละ แสดงว่าเจ้าก็มีความพอใจไม่น้อย ถ้าชอบก็เอาไปได้เลย เพราะตอนนี้ดูเหมือนเจ้าจะต้องการของสิ่งนี้มากกว่าข้าอีก”
“พระหมื่นปีทรงต้องการอะไรบ้าง”
“ข้าจะต้องการอะไร”
“ที่ทรงช่วยหม่อมฉัน ต้องหวังอะไรบางอย่างแน่”
“ข้าบอกแล้วว่าแค่อยากช่วยโดยไม่หวังอะไร”
“พระหมื่นปี”
“ยังมีเวลาอีกเยอะ ไว้วันหลังข้าจะบอกให้รู้ แต่ตอนนี้ขอให้เชื่อก่อนว่าข้ามีความภักดีต่อฝ่าบาท เรื่องอื่นไม่ต้องคิดมากหรอก”
หลังจากฮงกุกยองออกไปแล้ว ซังกุงจึงถามพระหมื่นปีจองซุน
“ใต้เท้าฮงกลับไปแล้วหรือ”
“เพคะ แต่พระหมื่นปีเพคะ คนๆ นี้จะไว้ใจได้หรือเปล่า ถ้าเขาเอาจดหมายไปแล้วผิดสัญญาที่ให้ไว้กับพระหมื่นปี”
” ไม่หรอก เขาไม่กล้าถึงขนาดนั้น ฮงกุกยอง จะไม่เอาเรื่องนี้ไปทูลฝ่าบาท ว่าเคยมาพบข้าที่นี่แน่นอน ท่านคงไม่เข้าใจความหมายอีกอย่าง นั่นก็คือ หลังจากมอบฎีกาของชางแทวูให้เขาไปแล้ว ต่อไปข้าก็จะ ถือไพ่เหนือฮงกุกยองอีกคน”
นัมซาโชพบดัลโฮที่ตำหนักของพระหมื่นปีจองซุน จึงลากกลับมา ก่อนจะมาทูลถามพระเจ้าจองโจว่าได้ส่งฮงกุกยองไปเฝ้าพระหมื่นปีจองซุนหรือ เปล่า
“นี่มันหมายความว่าไง ถามว่าข้าส่งใต้เท้าฮงไปเฝ้าพระหมื่นปีหรือเปล่าน่ะหรือ”
“ไม่มีหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่มี ข้าไม่เคยสั่งเขา แล้วทำไมท่านมาถามแบบนี้ล่ะ” นัมซาโชอึกอัก “ว่าไง มหาดเล็กนัม”
” เอ่อ เปล่า ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่เมื่อกี้ หม่อมฉันเห็นใต้เท้าฮงเดินออกจากตำหนักคาจอง เลยมาทูลถามดู แต่อาจเพราะหม่อมฉันดูผิดก็ได้”
“ท่านบอกว่าเขาไปตำหนักคาจองหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
” เป็นไปได้ไง ข้าไม่ได้ใช้เขาไปซักหน่อย แต่ก็ไม่แน่ว่า ท่านอาจรีบร้อนเกินไป เลยตาฝาดดูผิดคนก็ได้ เพราะเขาไม่น่าจะมีธุระ อยู่ดีๆ ไปเฝ้าพระหมื่นปีทำไมกัน”
“เอ่อ พ่ะย่ะค่ะ สงสัยหม่อมฉันจะดูผิดจริงๆ”


ช่างเขียนตั๊กกับช่างเขียนลีชองพากันมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ช่างเขียนชางฮงพุก แต่เขากลับสนใจแต่ซองซงยอนที่อยากเขียนภาพดอกเหมย
“จริงสิ เห็นว่าอยากเขียนรูปดอกเหมยหรือ”
“ใช่ค่ะ”
“อาจารย์ ท่านจะรับนางเป็นศิษย์หรือครับ” ลีชองถาม
” เขียนรูปดอกเหมยน่ะนะ มันไม่ยากหรอก จากนี่ตรงไปมีเนินเขาเล็กๆ บนนั้นมีศาลาพักร้อน ถ้าขึ้นไปดูจะเห็นทิวทัศน์ทั่วเมือง เราไปที่นั่นดีมั้ยจ๊ะ เฮ่อๆๆ”
“ใต้เท้า อย่าลืมว่าข้าชื่อซงยอนนะคะ”
“ขอเรียกคนสวยไม่ได้หรือ เรียกง่ายกว่านะจ๊ะ เฮ่อๆๆ”
“เดี๋ยว อาจารย์” ช่างเขียนตั๊กกับช่างเขียนลีชองพากันอึ้ง แต่ก็ยังคงตามตื้อชางฮงพุก
” พวกเจ้าสองคน ฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่องใช่ไหม บอกว่าอย่ามากวนใจข้า จะไปไหนก็ไปซะ ข้าอยากอยู่ตามลำพังกับแม่หนูคนสวยเข้าใจหรือเปล่า”
“อาจารย์ครับ ข้าไม่ไป ถ้าท่านไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์ ข้าจะไม่ไปจากที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว อาจารย์ โปรดรับข้าด้วยเถอะ”
“ข้าก็เหมือนกันครับ ข้าก็ไม่ไปไหน จะขอเป็นลูกศิษย์ท่าน เป็นไงเป็นกัน ชาตินี้ไม่ไปไหนทั้งนั้น” ช่างเขียนตั๊กกล่อมต่อ
“เป็นตายร้ายดี ข้าก็ไม่ไป ท่านโปรดรับข้าหน่อยเถอะ”
“อาจารย์ๆ”
“รับข้าเป็นศิษย์เถอะนะ”
“รับข้าด้วย อาจารย์”
“ในเมื่อพวกเจ้าตื๊อขนาดนี้ พูดยังไงก็ไม่ฟังใช่ไหม งั้นก็ได้ ข้าจะสอนเคล็ดลับให้อย่างหนึ่ง เสร็จแล้วก็รีบไสหัวไปซะ เข้าใจมั้ย”
“หึ เข้าใจครับอาจารย์”
“บุญคุณใหญ่หลวงของท่าน ข้าไม่มีวันลืมเลยครับ” ลีชองดูภาพแล้วกลืนน้ำลาย
ช่างเขียนตั๊กก็อึ้ง “หา เอ่อ คือ อา อาจารย์ นี่มัน ภาพอย่างว่านี่ครับ”
ลีชองดุ “เงียบเถอะน่า โวยวายอะไรเล่า นี่คือสุดยอดวิชาของอาจารย์ เห็นแล้วอย่าเอ็ดไป”
“ไม่เอ็ดได้ไง เห็นรูปแบบนี้ ใครจะอยู่เฉยได้”
“ทำไม แปลกมากหรือ”
“หึ แปลกสิครับ ภาพแบบนี้ เป็นสิ่งต้องห้ามและผิดศีลธรรมอย่างมาก ช่างเขียนที่ดีต้องพึงละเว้น”
“หึๆ เจ้าจะเว้นได้หรือ”
“หา ท่าน ท่านว่าไงนะครับ”
ชางฮงพุกว่า “ดูจากหน้าเจ้าก็รู้ ว่าชอบของพรรค์นี้ยิ่งกว่าใครซะอีก”
ช่างเขียนตั๊กอึ้ง “เอ่อ อะไรนะครับ”
“โดยเฉพาะจมูกของเจ้า ส่อแววชอบหมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้นัก”
“เอ่อ โธ่ อาจารย์”
สนมวอนพินรู้ว่าซองซงยอนมาแล้ว และแวะเฝ้าพระมเหสีโยอึยก่อน จึงมาหาพระมเหสีโยอึย
“เวลามาทำงาน ตามหลักน่าจะไปคำนับข้าก่อน ไม่ใช่ตรงมาที่นี่อย่างเดียว”
“ทรงอภัยด้วยเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่”
“ช่างเถอะ เป็นแค่คนงานต่ำต้อย จะรู้ธรรมเนียมก็แปลกล่ะ แล้วนี่กำลังเขียนอะไร กลับไปเขียนที่ศูนย์ฯ แล้วค่อยมาต่อใช่ไหม”
“พระสนม” พระมเหสีโยอึยเรียกปราม
“ข้าบอกแล้วว่า ให้เจ้ามาเขียนในวังไงล่ะ เห็นคำสั่งข้าไม่มีความหมายหรือไง”
“ไม่ใช่อย่างงั้นเพคะ เพราะวันก่อนพระมเหสีรับสั่งว่าอย่าเพิ่งเข้าวัง หม่อมฉันกลัวงานจะเสร็จช้า เลยเขียนที่ศูนย์ศิลปะไปพลางก่อน”
” ข้าไม่อยากฟัง ฉากบังลมเป็นของตำหนักข้า ถ้าจะเขียนก็ต้องเขียนตามที่ข้าสั่ง แต่ไม่ว่าข้าพูดอะไร เจ้าทำเป็นหูทวนลมซะ แถมยังเขียนอะไรก็ไม่รู้ ดูซิ นี่เป็นภาพดอกบัวงั้นหรือ”
“เอ่อ เพคะ เป็นภาพดอกบัวจริงๆ”
“หึ เฮ่ย” สนมวอนพินไม่พอใจมาก
“หา เอ่อ พระสนม” พระมเหสีโยอึยทรงจะขัดแต่สนมวอนพินไม่เปิดโอกาส
“เจ้านี่มันสามหาวนัก ทีแรกข้ายังไม่เชื่อ แต่นี่เจ้าต้องการลบหลู่ข้าชัดๆ”
“เอ่อ พระสนม หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง”
” ใครๆ ก็รู้ว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ขึ้นจากโคลนตม ถ้าเจ้าไม่คิดจะลบหลู่ข้าจริง มีหรือจะเอามาเขียนเป็นฉากบังลม ซึ่งสื่อความหมายให้ข้าตั้งครรภ์เร็วๆ น่ะ”
“เอ่อ หึ ถ้าหากภาพนี้ พระสนมไม่พอพระทัย งั้นหม่อมฉันเปลี่ยนใหม่ก็ได้ แต่ว่า ที่มีรับสั่งถึงกำเนิดของดอกบัว ถือว่าผิดอย่างมหันต์ ดอกบัวนั้น แม้จะเกิดจากโคลนตม แต่เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความบริสุทธิ์ สูงส่งและงดงาม ที่สำคัญกว่านั้น โบราณหมายถึงความมั่งมีศรีสุข”



ซองซงยอนถูกตบหน้าทันที โชบีตกใจร้องลั่น “ว้าย”
” เป็นแค่คนงานต่ำต้อย ริอ่านมาให้ความรู้แก่ข้าเชียวหรือ หึ ไล่นางออกไปเดี๋ยวนี้ และเอาเรื่องนี้ไปทูลเสด็จแม่ด้วย เอ่อ” สนมวอนพินคลื่นไส้
แชซังกุงรีบประคอง “พระสนม ทรงเป็นไรหรือเพคะ พระสนมๆ”
หลังหมอหลวงมาตรวจอาการแล้ว นัมซาโชรีบทูลพระเจ้าจองโจ
“ท่านบอกว่าไงนะ สนมวอนพินตั้งครรภ์หรือ เป็นความจริงหรือเปล่า”
“น่าจะจริงพ่ะย่ะค่ะ เพราะตอนนี้ หมอหลวงได้ไปถวายการตรวจแล้ว”
ดัลโฮบอกข่าวตั้งครรภ์ของสนมวอนพินให้ฮงกุกยองทราบ เขาดีใจมาก
พระพันปีเฮคยองทรงตรัสถามหมอ
“เป็นไงบ้าง พระสนมตั้งครรภ์จริงหรือเปล่า”
“ตอนนี้สัญญาณชีพยังเต้นอ่อนอยู่ คงต้องดูอีกซักพักพ่ะย่ะค่ะ แต่จากที่พระสนมรับสั่งมา คิดว่า คงเป็นการทรงครรภ์ไม่ผิดแน่”
“หึ เพียงไม่นานเจ้าก็ตั้งครรภ์แล้ว เป็นสิ่งที่ใครก็นึกไม่ถึง ถือว่าเจ้ามีผลงานต่อฝ่าบาทด้วยนะจ๊ะ”
“ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ”
“ยินดีด้วยนะจ๊ะ” พระมเหสโยอึยตรัส
“ขอบพระทัย หึ”
พระมเหสีโยอึยออกมา และชวนคิมซังกุงกลับ แต่เห็นนางร้องไห้
“เดี๋ยวก่อน ท่านร้องไห้หรือ”
“หึ เปล่าเพคะพระมเหสี ฮือ”
“เป็นอะไรอีกล่ะ ทำไมต้องร้องห่มร้องไห้”
” ฮือ เจ็บใจแทนพระมเหสีน่ะสิเพคะ ฮือ พระมเหสีทรงรอคอยสายพระโลหิตมาเกิด สวรรค์ก็ช่างใจร้าย ให้สนมวอนพินมีก่อนได้ยังไง เฮ่ย ฮือๆๆ ฮือๆๆ”
“อย่าคิดมากดีกว่า ใครจะมีโอรสก่อนก็เหมือนกัน ล้วนเป็นเรื่องน่ายินดีทั้งนั้น”
“พระมเหสี ฮือ”
ฮงกุกยองเข้ามาแสดงความยินดีกับน้องสาว
“ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ ขอให้ทรงมีพระโอรส จะได้สืบบัลลังก์ต่อไป”
“แน่นอนพี่ใหญ่ ข้าก็หวังว่าจะได้โอรสซักองค์ แต่ก่อนจะบรรลุเป้าหมายนั้น ท่านต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่งก่อนได้ไหม”
“อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่าให้เกิดเหตุการณ์เหมือนคราวที่แล้วที่ท่านถูกขังคุก ท่านไม่รู้หรอกว่า ตอนนั้นข้าเป็นห่วงท่านขนาดไหน”
“พระสนม”
” อยู่ในวัง คนที่ข้าหวังพึ่งได้ก็มีแต่ท่านคนเดียว อีกหน่อยถ้าข้ามีโอรสจริง ท่านก็จะเป็นพระมาตุลาขององค์ชายใหญ่ ซึ่งทุกคนต้องยำเกรง และมีฐานะสูงกว่านี้ เพราะฉะนั้น อีกหน่อยข้ากับลูก ยังต้องให้ท่านดูแลอีกมากนักรู้หรือเปล่า”
“พระสนมทรงวางพระทัย หม่อมฉัน ยังไงก็จะปกป้องพระสนมและพระโอรสอย่างดี เพราะฉะนั้น ขอเพียงพระสนมถนอมพระวรกายให้แข็งแรง เรื่องอื่นไม่ต้องทรงเป็นห่วง”
“ขอบคุณพี่ใหญ่”
“ฝ่าบาทเสด็จมา”
“อ้อ หึ ฝ่าบาท”
“ท่านก็อยู่นี่ด้วยหรือ”
“ขอแสดงความยินดีที่พระสนมทรงครรภ์พ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบใจมาก และต้องขอบใจวอนพินด้วย ถือว่าเจ้ามีผลงานต่อราชวงศ์ของเราอย่างมาก”
“เป็นพระกรุณาเพคะ”
โชบีถามซองซงยอนด้วยความเป็นห่วงว่าเจ็บมากมั้ยที่ถูกสนมวอนพินตบหน้า
“หึ ช่างเถอะ หายเจ็บตั้งนานแล้ว ไม่ต้องใส่ใจหรอกนะ”
” เฮ่ย ไม่อยากคิดเลยว่าทีหลังเจ้าจะเจออะไรอีก ใหม่ๆ ยังจ้องจับผิดไปซะทุกเรื่อง เฮอะ ตอนนี้เห็นว่ามีครรภ์ มีหวังยิ่งกร่างกว่าเดิมอีก”
“เอ่อ พี่โชบี จะกลับก่อนก็ได้นะ ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
“เฮ่ย ก็ได้ ข้าไปก่อนล่ะ เฮ่ย”
พระเจ้าจองโจเสด็จมาพบซองซงยอน จึงเรียกถาม
“ซงยอน”
“อ้อ ฝ่าบาท”
“เข้ามาเขียนรูปในวังหรือ”
“ใช่แล้วเพคะ กำลังเขียนฉากบังลมให้กับตำหนักพระสนมวอนพิน เอ่อ แต่ได้ยินว่า พระสนมทรงตั้งครรภ์ ยินดีด้วยนะเพคะ”
“ยินดีหรือ ใช่ เป็นเรื่องน่ายินดีของราชสำนัก ใครๆ ก็ดีใจมาก แต่ไม่รู้เพราะอะไร ข้าไม่อยากได้ยิน คำยินดีออกจากปากเจ้าเลย ไปเถอะ”
“เพคะ”


แชซกจูมาเฝ้าพระหมื่นปีจองซุน
“เคยมีรับสั่งไม่ให้หม่อมฉันมาเฝ้าอีกแล้ววันนี้มีอะไรถึงรับสั่งให้หาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
” ที่เชิญมา ไม่ใช่เพราะมีอะไรพิเศษหรอก เพียงแต่ว่า มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับข้า คิดว่าน่าจะบอกให้ท่านรับรู้ไว้เลยเชิญมาพบซักครั้ง”
“เกิดอะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“พรุ่งนี้ ข้าจะได้ออกจากตำหนักคาจอง ไปอยู่ที่ๆ สมศักดิ์ศรีแห่งฐานะพระหมื่นปี”
“ออกจากตำหนักคาจอง ทรงหมายความว่าไงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อีกอย่าง ไม่เพียงแต่ข้าคนเดียว บางทีแม้แต่ไต้เท้าชางแทวูก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง”
เวลานั้นชางแทวูทราบจากขุนนางเรื่องคนร้ายที่สังหารเหล่าขุนนางถูกปล่อยตัวก็ตกใจ
“ท่านบอกว่าไงนะ คนร้ายที่สังหารเหล่าขุนนางถูกปล่อยตัวทั้งหมดหรือ ใครเป็นคนออกคำสั่งแบบนี้”
” เห็นว่าเป็นคำสั่งใต้เท้าฮงครับ บ่าวไพร่พวกนี้ถูกจับได้คาหนังคาเขา แทนที่จะประหารชีวิต กลับปล่อยตัวเป็นอิสระท้าทายกฎหมาย แบบนี้มันจะถูกหรือครับท่าน”
ชางแทวูรีบมาเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจทันที
“ความหมายของท่านก็คือ ข้ามอบอำนาจให้ไต้เท้าฮงมากเกินไป อย่างงั้นใช่ไหม”
“ถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทุกวันนี้ฮงกุกยองเลยยิ่งได้ใจ ใช้อำนาจบาตรใหญ่โดยไม่เกรงกลัวใครทั้งสิ้น”
“ใช้อำนาจบาตรใหญ่หรือ ไหนลองยกตัวอย่างให้ฟังซิ”
“เขามีคำสั่งให้ปล่อยบ่าวไพร่ที่สังหารขุนนางหลายคน โดยลงโทษแค่โบยเล็กน้อยก็ถือว่าพ้นความผิด ทำแบบนี้ เท่ากับท้าทายกฎหมาย”
“แต่เรื่องนี้ ข้าสั่งให้เขาทำเอง ถ้าท่านจะมาพูดเรื่องนี้ละก้อ คงไม่ใช่ตำหนิไต้เท้าฮงคนเดียว แต่ยังรวมถึงข้าด้วย”
“ฝ่าบาท”
” จริงอยู่ความผิดของพวกเขาสมควรตายนัก แต่ว่า ถ้าเราสั่งประหารบ่าวที่ฆ่านาย รวมทั้งคนสมรู้ร่วมคิด แล้วชนชั้นสูงที่ทารุณกรรมพวกเขา ทำให้ไม่มีทางไปจะว่ายังไง สมควรได้รับโทษจากทางการเท่าเทียมหรือเปล่า”
“ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ควรมองแบบนี้นะพะย่ะค่ะ บ้านเมืองเราถือระบบชนชั้นเป็นสำคัญ ผู้เป็นนายย่อมมีสิทธิ์ในชีวิตและทรัพย์สินของบ่าว เป็นกฎหมายที่มีมานานไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่ ท่านพูดมาก็ถูก ข้าเลยมีความคิดใหม่ว่า จะแก้กฎหมายข้อนี้ซะ”
“แก้กฎหมาย? ฝ่าบาททรงหมายความว่าไงหรือพ่ะย่ะค่ะ แสดงว่า จะทรงห้ามไม่ให้มีการทารุณบ่าวไพร่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ใช่ ถ้าห้ามกันได้ง่ายๆ ข้าคงไม่ต้องคิดนานขนาดนี้”
“แล้วฝ่าบาททรงคิดจะ”
“ข้าอยากให้โชซอน ไม่มีการค้าทาสอีกต่อไป”
“หา ฝ่าบาท”
” แน่นอนว่าคงเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพราะทาสเป็นสมบัติของนาย เหล่าขุนนางและผู้มีอันจะกินต้องคัดค้านข้าถึงที่สุดแน่ แต่ว่าข้า ยังไงก็จะให้ยกเลิก ระบบทาสทั้งหมด”
พระหมื่นปีจองซุนมาขอเฝ้าพระเจ้าจองโจ ทรงตกพระทัยมาก
“ไม่พบกันนานนะฝ่าบาท”
“พระหมื่นปีเสด็จมาที่นี่ทำไม ไม่ได้ยินหรือ หม่อมฉันถามว่าพระหมื่นปีเสด็จมานี่มีธุระอะไร”
ฮงกุกยองเข้ามา “ฝ่าบาท หม่อมฉันทูลเชิญพระหมื่นปีมาเอง”
“ใต้เท้าฮง”
“คนที่ทูลเชิญพระหมื่นปีมา ก็คือหม่อมฉันพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรนะ คือท่านหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

จบตอนที่ 54

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 53

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 53

คีชอนอิกกับพวกเชกาถูกลอบทำร้าย เชกาพยายามบอกลูกน้องทุกคนว่า
” ทุกคน อย่าทำอะไรวู่วาม สงบสติไว้ อย่าเห็นการตายเป็นของล้อเล่น หึ ถ้าเราตายจริง คิดว่าไต้เท้าต้องการเห็นอย่างงั้นหรือเปล่า ทุกคน ลืมภาพที่ฝ่าบาททรงกอดศพของไต้เท้า กรรแสงออกมาโดยไม่อายใครแล้วหรือ ถ้าตอนนี้ ม้แต่พวกเรายังมีอันเป็นไป แล้วพระทัยของฝ่าบาท จะทนรับได้ยังไง เพราะฉะนั้น จงอย่าดื้อแพ่งอีก ถือว่าเห็นแก่ฝ่าบาทก็ได้ พวกเราจะไม่ยอมตายอย่างไร้ค่า เข้าใจหรือเปล่า ในเมื่อทุกคนไม่กลัวตาย ก็ขอให้ใช้ความกล้านี้อยู่ต่อให้เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ไต้เท้าของเรา เสียสละอย่างไร้ค่าเข้าใจหรือเปล่า”
“อาจารย์ ฮือ อาจารย์ ฮือๆๆ อาจารย์ ฮือๆๆ อาจารย์ ฮือๆๆ อาจารย์ ฮือๆๆ”
พระเจ้าจองโจทรงทราบเหตุก็รีบเสด็จมาดูอาการของคีชอนอิก
“ฝ่าบาท ทรงอภัยที่หม่อมฉัน ไม่อาจถวายงานได้อีก” คีชอนอิกหอบ
“ใต้เท้าคี ท่านอย่ายอมแพ้ง่ายๆ นะ ทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะหาวิธีช่วยท่านให้ได้”
“หม่อมฉัน รู้สึก ตัวเองใกล้จะไม่ไหวแล้ว”
“ใต้เท้า”
“แม้จะแค่ ไม่กี่เดือนที่ได้ถวายงานต่อฝ่าบาท นั่นก็เป็นความภูมิใจ อันยิ่งใหญ่สำหรับหม่อมฉันแล้ว เฮ่อ”
“ใต้เท้า”
” ฝ่าบาททรงให้เกียรติ ไม่ถือว่าหม่อมฉัน ต่ำต้อยกว่าคนอื่น แต่กลับ ทรงเห็นหม่อมฉัน มีสิทธิ์เท่าเทียมกับคนอื่น ขอให้ทรง รักษาพระเมตตานี้ไว้ เพื่อไปใช้กับราษฎร อีกมากในโชซอนด้วยเถอะ ฝ่าบาท โอย”
“ใต้เท้า ไม่นะ อย่าเพิ่งจากข้าไปแบบนี้”
“อาจารย์ๆ ฮือๆๆ อาจารย์ ท่านอย่าทิ้งเราไปนะ อาจารย์ ฮือๆๆ”
เชกาเองก็ร้อง “ใต้เท้าๆ อย่าทิ้งเราไป ใต้เท้าๆ ฮือๆๆ ใต้เท้า ฮือๆๆ ใต้เท้า”
พระเจ้าจองโจทรงนึกถึงคำพูดของคีชอนอิกที่ว่า
” เป็นองค์ชายแล้วทำไม น่าจะได้บทเรียนบ้าง พักก่อนถูกพวกพ่อค้าสั่งสอนจนหน้าหงาย เพราะที่เราขาดไม่ใช่แค่สินค้าอย่างเดียว จะเป็นของกินหรือของใช้ก็ช่าง ที่เราขาดคือกำลังซื้อ ถ้าจะไม่ให้ราษฎรลำบาก เราต้องสอนวิธีหาเงินให้พวกเขาด้วย ฝ่าบาททรงให้เรามาทำงานตรงนี้ ไม่ทราบว่า จะอยู่ได้กี่วันกี่เดือนพ่ะย่ะค่ะ เชื่อว่าเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย คงไม่ยอมเห็นชอบด้วยง่ายๆ ถ้าวันนี้ เกิดพวกเขารวมกันต่อต้านก็แสดงว่า ความหวังของเรา จะจบเพียงเท่านี้ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าจองโจทรงรู้สึกผิดต่อคีชอนอิก “ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้ตัวเอง ที่ไม่ได้ดูแลท่าน ข้าเป็นคนไม่เอาไหน ข้าจะไม่มีวันลืม”
เทซูพยายามบีบคั้นนักเลงให้บอกว่าพวกไหนใช้ให้มาทำ แต่นักเลงไม่ยอมบอก เทซูจึงซ้อม
“ฮึ่ม ขอถามเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังปากแข็งอีก เจ้าจะได้ตามใต้เท้าคี ไปอยู่ปรโลกให้สมใจ”
“ไว้ชีวิตข้าเถอะ ไม่ใช่ฝีมือข้าจริงๆ คืนนั้นพวกเราอยู่ที่มาโพ ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ”
“ยังจะปากแข็งอีก นี่แน่ะๆ ปากแข็งใช่ไหม ตายซะเถอะ ย้าก”
“เทซู” ฮงกุกยองเข้ามาห้ามไว้ ทำให้นักเลงหนีไป “เจ้ากำลังทำอะไร นึกว่าวิธีนี้แก้ปัญหาได้หรือ”
“ใต้เท้า”
” ไม่มีประโยชน์หรอก ข้าส่งคนไปสืบเรื่องนี้ตามพระบัญชาแล้ว พวกมันหนีไปจากเมืองหลวงหมด เรื่องที่เกิด เป็นฝีมือคนในกลุ่มยางวาจิน พอเสร็จงาน ทุกคนก็หายหัวไป”
“หา หายหัวไปไหนกันครับ แล้วเราจะทำไงดี ปล่อยให้คนร้ายที่สังหารใต้เท้าคี ลอยนวลงั้นหรือครับ”
“อย่าเอาแต่ใช้อารมณ์ได้ไหม ไม่หรอก ข้าไม่ยอมให้เป็นอย่างงั้น ฝ่าบาทรับสั่งว่า ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ก็ต้องจับพวกมันมาลงโทษให้ได้”
ด้านชางแทวูก็ทูลพระเจ้าจองโจอย่างไม่เข้าใจว่า
“หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ฝ่าบาทรับสั่ง เหตุการณ์ที่เกิด เกี่ยวข้องกับขุนนางหัวเก่างั้นหรือ”
” ไม่ต้องทำหน้าแปลกใจอย่างงั้นหรอก ในเวลาเดียวกัน ทั้งใต้เท้าคีและคนของเขาที่แยกย้ายกลับบ้าน,ถูกทำร้ายพร้อมกัน แล้วใครจะเป็นผู้บงการ แสดงว่าต้องเกี่ยวข้องกับขุนนางที่คัดค้านไม่อยากให้ลูกอนุฯ มาทำงาน เป็นเรื่องที่เด็กสามขวบยังนึกได้ ท่านเสนา”
“แม้ว่าคนของหม่อมฉัน จะไม่เห็นด้วยกับการรับลูกอนุฯ มาทำงาน แต่เราเป็นบัณฑิต จะทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ได้ยังไง หม่อมฉันไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยจริงๆ”
” ใช่ ท่านคงไม่รู้ ไม่ใช่ ต้องบอกว่ารู้ไม่ได้ต่างหาก ไม่งั้นแม้แต่ท่าน ก็อาจไม่ได้มาอยู่ตรงนี้อีก แต่คิดดูก็น่าแปลก ข้านึกว่า ขุนนางส่วนใหญ่จะเชื่อฟังท่าน ว่าไงว่าตามกัน ที่ไหนได้ กลับมีพวกแตกแถวอีก นี่ก็แสดงว่า คนที่กลายเป็นหัวหลักหัวตอ นอกจากข้าแล้วยังมีท่านอีกคนนะนี่”
“ฝ่าบาท”
“ยังไงก็ตาม ข้าจะไม่ให้อภัยพวกเขา ใครก็ตาม ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด จับมันมาลงโทษให้ได้”
ชางแทวูกลับมาถามมินจูซีและเหล่าขุนนาง
“เป็นฝีมือของใคร เหมือนที่ฝ่าบาทรับสั่ง พวกเรามีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้บงการใช่ไหม”
มิ นจูซีรีบบอก “เอ่อ ไม่มีหรอกครับใต้เท้า ทำไมท่านมาสงสัยเราได้ ทุกวันนี้คนที่ไม่ชอบพวกเขาใช่ว่ามีแต่ฝ่ายเราซะเมื่อไหร่ แม้แต่ชาวบ้านร้านช่องก็เกลียดชังพวกลูกอนุฯ ที่ทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอมานานแล้ว แต่ฝ่าบาทกลับทรงเพ่งเล็งมาที่พวกเรากลุ่มเดียว นี่มันหมายความว่าไงน่ะครับ ไม่ใช่เพื่อหาข้ออ้างริดรอนอำนาจของขุนนางเก่าหรอกหรือ”
“นั่นสิครับใต้เท้า ถ้าฝ่าบาททรงคิดว่าเราทำก็หาหลักฐานมาสิ การกล่าวหาเลื่อนลอยก็แสดงว่าจะใส่ร้ายป้ายสีมากกว่าน่ะครับ”
” งั้นก็หมายความว่า ทุกคนยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ใช่ไหม ก็ได้ เมื่อพูดแบบนี้ ข้าก็จะเชื่อซักครั้ง และไม่คิดว่าพวกเจ้าจะกล้าปิดบังข้า หากทำอะไรนอกลู่นอกทางจริง แต่มีเรื่องหนึ่งขอให้จำไว้ ทุกคนในที่นี้ไม่ว่าใคร ไปสั่งให้คนนอกทำจริง ไม่ต้องรอถึงฝ่าบาท แต่เป็นข้า จะจับคนๆ นั้นมาลงโทษให้หนัก”
ขณะที่แชซกจูก็กล่าวกับมินจูซีได้ยินกันเพียงสองคน
“เป็นความคิดที่โง่นัก อยู่ดีๆ จุดประเด็นให้คนอื่นจับผิด นึกว่าแค่กำจัดลูกอนุฯ ไม่กี่คนจะแก้ปัญหาได้หรือ”
“ใต้เท้า ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดอะไรอยู่”
“ระวังอย่าให้คนอื่นรู้เข้าละกัน ถ้าเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ต่อให้เจ้าเป็นคนโปรดของใต้เท้าชาง เขาก็คงไม่ปกป้องเจ้าแน่ หึ”
000000000000000
ฮงกุกยองเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ ทรงตรัสถามว่าสืบได้เรื่องหรือยัง
“พ่ะย่ะค่ะ ส่งทหารหลายหน่วยไปแอบติดตาม ดูว่าพวกขุนนางเก่าไปไหนบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
” เชื่อว่าใต้เท้าชางคงสืบเรื่องนี้เหมือนกัน ข้าแกล้งพูดกระทบให้เขาฉุกคิด ด้วยนิสัยอย่างเขา ยังไงคงต้องสืบหาคนที่กล้าทำเกินเหตุ พลอยให้เขาเสื่อมเสียไปด้วย ถือว่าอย่างน้อยก็ช่วยให้ไต้เท้าคี ได้ไปอย่างหมดห่วง ฉะนั้นไม่ว่ายังไง เราต้องเร่งสืบหา จับคนผิดมาลงโทษให้ได้”
“พ่ะยะค่ะ หม่อมฉันจะจำไว้”
สนมวอนพินเข้าเฝ้าพระมเหสีโยอึย ทรงรับสั่งว่า
“ท่องบทกุลสตรีให้ข้าฟังซิ”
“กุลสตรีนั้นไม่ใช่เด่นด้วยรูปโฉม หากแต่รู้จักสำรวม มีกิริยามรรยาทที่ดี”
“ถูกต้อง ผู้เป็นกุลสตรีนั้น คือต้องคิดก่อนพูด โอบอ้อมอารี มีความเป็นมิตรกับคนทั่วไป โดยเฉพาะความสำรวมมีความหมายยังไงบ้าง”
“ต้องสำรวมทั้งกายวาจาใจ ระงับความหึงหวงและริษยา”
“ถูกต้อง เพราะความริษยาทำให้ขาดสติ เหมือนมีเชื้อโรคมากัดกร่อน ฉะนั้น จึงต้องหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหล่านี้”
“ทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันจะจำไว้”
“ถ้าอย่างงั้น จงต่อด้วยบัญญัติ 14 ข้อของการเกิดเป็นหญิง ทำไมจู่ๆ ไม่พูดซะล่ะ”
“ทรงอภัยด้วยเพคะ เรื่องแบบนี้แม้แต่สาวใช้ยังรู้ว่าเป็นบทเรียนพื้นฐานของผู้หญิง แล้วทำไมทรงเอาเรื่องง่ายๆ นี่ มาถามหม่อมฉันอีก”
“อะไรนะ”
“พระมเหสี ก่อนหน้านี้หม่อมฉันยอมรับว่าผิดจริง ถ้าไง ทรงอภัยให้ซักครั้งได้ไหมเพคะ”
” ข้าว่าจนวันนี้ เจ้ายังไม่รู้สำนึกซักเท่าไหร่ เจ้าไม่เคยรู้เลยว่าทำไมข้าถึงให้เจ้ามาพบ หรือตัวเจ้าทำอะไรผิดกันแน่ ขนาดความผิดตัวเองยังไม่รู้ แล้ว จะให้ข้ายกโทษได้ยังไง”
“พระมเหสี”
“หึ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้มาพบข้าในเวลานี้อีก มองอะไร หมดเรื่องแล้วเจ้าจงออกไปได้”
สนมวอนพินไม่ค่อยพอใจนัก ร้องไห้จนเป็นลม พระพันปีเฮคยองทรงทราบเรื่องก็ถามพระมเหสีโยอึย
“หึ วอนพินเป็นลม นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ”
“เสด็จแม่”
” ข้าเคยบอกเจ้าไว้ว่าไง ให้มีน้ำใจต่อนางหน่อย มีอะไรก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยจะได้อยู่อย่างปรองดอง แล้วนี่ ให้ท่องบทบัญญัติแล้วยังตำหนิอีก นางเพิ่งเข้าวังมาไม่นาน ย่อมจะไม่รู้กฎเกณฑ์ ทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง แทนที่เจ้าจะตักเตือน กลับไปแสดงอำนาจ มันถูกต้องแล้วหรือ”
“เสด็จแม่ทรงอภัยด้วยเพคะ ทั้งหมดนี้ เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง”
พระพันปีเฮคยองเสด็จมาเยี่ยมสนมวอนพิน
“นั่งเถอะ ไม่ต้องลุกหรอก เฮ่อ วอนพิน สุขภาพเป็นไงบ้าง ดีขึ้นบ้างหรือยัง”
“เพคะ หมอหลวงบอกว่า อาจเพราะเป็นโรคโลหิตจางนิดหน่อย เสด็จแม่ไม่ต้องทรงห่วงหรอกเพคะ”
“เจ้าต้องทำตัวให้แข็งแรง จะได้มีลูกให้ฝ่าบาทรู้มั้ย”
“ขอทรงอภัยด้วยเพคะ”
” ไม่เป็นไรหรอก เรื่องของเรื่อง เพราะเจ้าไม่คุ้นกับชีวิตในวังถึงได้เกิดความเครียด ไว้ข้าจะพูดกับฝ่าบาท ให้มาตำหนักซุกชางบ่อยๆ จะได้เยี่ยมเจ้าบ้างน่ะนะ ลีซังกุง”
“เพคะ”
“ข้าจะเปลี่ยนฉากบังตาในตำหนักนี้ ช่วยไปบอกศูนย์ศิลปะด้วย”
“ทราบแล้วเพคะ”
สนมวอนพินแปลกใจ “เปลี่ยนทำไมหรือเพคะ”
“วอนพิน ข้าจะให้เขียนฉากใหม่เพื่อให้เจ้าได้ตั้งครรภ์เร็วๆ ฉะนั้น เจ้าต้องรีบหายไวๆ จะได้มีข่าวดีให้ข้าบ้างนะ”
“ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ”
“งั้นก็จงพักผ่อนให้มาก ข้ามารบกวนคนป่วยตั้งนานก็รู้สึกเกรงใจเหมือนกัน”
“เดี๋ยวเพคะเสด็จแม่ หม่อมฉัน มีเรื่องจะทูลขอ ไม่ทราบจะทรงอนุญาตได้ไหมเพคะ”
“พูดมาได้ เรื่องอะไรหรือ”
“ถ้าจะให้ศูนย์ศิลปะรับผิดชอบงานนี้ งั้นหม่อมฉัน เคยรู้จักช่างเขียนคนหนึ่ง อยากจะมอบหน้าที่ให้นางน่ะเพคะ”
“เจ้ารู้จักช่างเขียนด้วยหรือนี่”
“เพคะเสด็จแม่”
ทางด้านลีชองที่อยู่กับช่างเขียนชางฮงพุกกำลังฟังกึมฮงบรรเลงเพลง เพราะพาชางฮงพุกมาเลี้ยง ทำให้เขาหมดเงินเป็นร้อยตำลึง
ดัลโฮดีใจที่จะได้กลับไปทำงานในวัง กับตำแหน่ง ซังมุน มักซูเองก็ชื่นชม ก่อนจะออกจากบ้าน ลีชองก็เดิมโทรมเข้ามาหา
“พี่ดัลโฮ”
“ช่างเขียนลี อ้าว เฮ้ย”
“ตายแล้ว เป็นไรไปน่ะ หา”
“ช่างเขียนลี นี่มันเกิดอะไรขึ้น ไหงโทรมงี้ล่ะ”
“ข้า แย่แล้ว ไม่มีข้าวจะกิน ขออะไรกินหน่อยได้ไหม ฮือๆๆ”
“หา ทำไมอย่างงั้นล่ะ”
“ฮือ กลับไปมีหวังโดนเมียตื๊บแหง ฮือๆๆ”
ลีชองกินข้าวจนอิ่ม และเล่าเรื่องให้ดัลโฮฟัง
“สรุปแล้วเรื่องของเรื่องคือ ไปจ่ายค่าเลี้ยงดูปูเสื่อช่างเขียนสับปะรังเคคนนั้น จนหมดเนื้อหมดตัว แทบไม่ได้กินข้าวซักคำงั้นหรือ”
“เฮ่ย ของเก่ายังไม่ทันหมด ก็สั่งเพิ่มแล้วเพิ่มอีก แล้วใครจะไปทนไหว ข้าเลยต้องอดอยู่คนเดียว”
“ถ้าอย่างงั้น ถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะไปฝึกกับเขาอีกหรือ”
“นี่ ทำไมจะไม่ฝึก ท่านไม่เห็นความเป็นเลิศด้านศิลปะของเขา ยังไงก็ต้องขอความรู้มาซักนิด แต่เสียดายเขาไม่ยอมสอนซะที”
“แต่ข้าว่ามีอะไรแปลกๆ อยู่นา จะเป็นพวกต้มตุ๋นหรือเปล่า”
ลีชองตกใจ “หา”
“ถามจริง ท่านเคยเห็นช่างเขียนสับปะรังเคนี่ เขียนรูปกับตาหรือเปล่า ที่ว่าเป็นเรื่องเป็นราวน่ะ”
ลีชองคิดตาม “เอ นั่นสิ”
“ความหมายของข้าก็คือ รูปที่ว่าเลิศเลอทั้งหลายเป็นผลงานเขาแน่หรือ”
“เอ อึ้ม”
“จุ๊ๆๆ ว่าแล้วมั้ยล่ะ โดนหลอกจนได้ กะอีแค่เอารูปมาวาง คุยว่าตัวเองเก่งแค่นี้ก็หลอกเงินชาวบ้านได้แล้ว” ลีชองคิดตามทันที
000000000000000000
พระเจ้าจองโจทรงตรัสถามฮงกุกยองว่า
“นี่คือนโยบายเลิกทาสโดยรวมใช่ไหม”
“พะยะค่ะ หม่อมฉันแค่เขียนคร่าวๆ เพื่อให้ฝ่าบาททรงแก้ไขข้อบกพร่องอีกที”
“ข้ารู้แล้ว เรื่องที่ให้สืบ ไปถึงไหนแล้ว”
“อีกสามวัน จะถวายรายงานให้ทอดพระเนตร”
“ฝ่าบาท มหาดเล็กนัมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท เจ้าหน้าที่หอตำรา มาทำงานหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ทำไมมาเร็วอย่างงี้ล่ะ แต่ละคนบาดเจ็บไม่ใช่น้อย ต้องพักฟื้นเป็นเดือนถึงจะทำงานได้ไม่ใช่หรือ”
และไม่รอช้า พระเจ้าจองโจทรงเสด็จไปที่หอตำราทันที
“นี่มันอะไรกัน ทำไมรีบมาทำงานเร็วขนาดนี้”
” ได้ยินว่ามีงานค้างอยู่มากมาย ทำให้พวกเรา ไม่อาจพักฟื้นได้อย่างวางใจ ฉะนั้น ถ้าใครพอเดินได้ก็ให้มาทำงาน ไม่ไหวก็จะหยุดเองพ่ะย่ะค่ะ” เชกาทูล
“รีบมาทำไม ไม่ต้องหรอก แต่ละคนสารรูปแบบนี้ จะมาโหมงานหนักได้ยังไง”
“ฝ่าบาท”
“กลับไปรักษาตัวให้หมด จนกว่าข้าจะอนุญาตให้มาทำงานอีก เสียใต้เท้าคีคนเดียวก็พอแล้ว ข้าไม่อยากเสียพวกท่านไปอีกเข้าใจมั้ย”
” ไม่หรอกพ่ะย่ะค่ะ เราจะไม่ทำให้ฝ่าบาททรงเป็นห่วงอีก ตอนนี้ถ้าวิญญาณใต้เท้าคีได้รู้ คงซาบซึ้งในพระเมตตาอย่างมาก เขาเคยบอกว่า อยากทำงานให้พระราชาที่มองการณ์ไกล ในที่สุดฝันก็เป็นจริง ส่วนพวกเราก็จะเจริญรอยตาม ฉะนั้นฝ่าบาท อย่าทรงห้ามพวกเราเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ว่าท่าน”
” ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ตราบใดที่พวกเรายังมีแรงทำงาน จะช่วยฝ่าบาทปฏิรูปการเมือง สร้างฝันให้เป็นจริง เพราะฉะนั้น อย่าทรงไล่พวกเรากลับไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่าทรงไล่พวกเราเลยพ่ะย่ะค่ะ” พระเจ้าจองโจทรงถอนพระทัย
พวกเทซู ซอจังบู คังซกกีพากันมารายงานฮงกุกยอง
“เราสะกดรอยไต้เท้า “มินจูซี” เจ้ากรมแรงงานและเจ้ากรมราชทัณฑ์ ไม่พบอะไรน่าสงสัยเลยครับ ทุกคนทำงานปกติ เพียงแต่ระวังตัวมากขึ้น”
“แต่เราส่งคนไปสอดแนมที่หอนางโลมที่พวกเขาไปบ่อยๆ ไม่นานคงจะมีข่าว”
“แต่ว่า นี่ก็ผ่านไป 3 วันแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อ คดีจะยิ่งมืดแปดด้าน เราต้องเร่งมือเข้าไว้”
“ทราบแล้วครับ”
ฮงกุกยองเรียกไว้ “เทซูอย่าเพิ่งไป”
“ครับ มีอะไรหรือครับ”
“ข้าว่า เราไม่ต้องเสียเวลาสืบอีกแล้ว ต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้พวกเขาเกิดความเคลื่อนไหว เอานี่ไปดู”
“เอ่อ นี่คืออะไรครับ”
“เปิดอ่านก่อนสิ”
“หา เป็นไปได้ยังไง ใต้เท้า หมายความว่า คนบงการให้ทำร้ายเจ้าหน้าที่หอตำราก็คือ”
“ใช่แล้ว”
ทั้งสองคนพากันไปพักทำร้ายมินจูซีและจับตัวมาซ้อม ฮงกุกยองต้องบอกให้เทซูหยุดเขาจึงเลิกซ้อมมินจูวี
“หา หึ ทำไมพอแค่นี้ล่ะครับ น่าจะให้เจ้าหมอนี่”
“พอแล้ว นี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น”
“อึ้ม อึ้ม อึ้มๆ พวกเจ้าเป็นใคร แน่จริงบอกข้ามาซี่”
“เฮ่อๆๆ เราเป็นใครน่ะหรือ ช่างเป็นคำถามที่โง่สิ้นดี ถ้าเรายอมเผยตัว จะพามาที่นี่ให้เสียเวลาทำไม”
“หา หนอย อะไรนะ หึ พวกเจ้าเป็นใครกันแน่”
“ข้ารู้ว่าทำไมท่านต้องเล่นงานขุนนางที่เป็นลูกอนุฯ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลของการเป็นศัตรู จะมีจุดจบยังไงใช่ไหม”
มินจูซีตกใจ “หา”
” แต่ว่า พวกเราทุกคนไม่เพียงแต่รู้พฤติกรรมของท่าน แถมยังรู้อีกว่ายังมีใครสมรู้ร่วมคิดกับท่านอีก แน่นอนว่า เราเอาหลักฐานไปให้ทางการดูก็ได้ แต่ถ้าทำอย่างงั้น พวกท่านก็จะสบายเกินไป”
“หา เอ่อ”
“ในเมื่อมีแบบอย่างให้เห็นก่อน ข้าก็จะให้รับผลตอบแทนในแบบเดียวกัน” มินจูซีไอนิด
“เพราะฉะนั้น จงรออีกซักครู่ สิ่งที่เจ้าหน้าที่หอตำราได้รับ ท่านก็จะได้รับคืน ด้วยสิ่งตอบแทนที่เท่าเทียมกัน”
“หา เอ่อ อึ้มๆ บังอาจนัก ข้าจะสืบให้รู้ว่าพวกเจ้าเป็นใครแน่ แล้วข้าจะกลับมาแก้แค้น จะกลับมาแก้แค้นให้ได้ พวกเจ้าจำไว้ให้ดี”
เทซูของอีกทีหนึ่ง จนมินจูซีร้องลั่น
นัมซาโชมาพบฮงกุกยอง แต่ดัลโฮบอกว่าออกไปตอนหัวค่ำ
“งั้นไม่เป็นไร แต่เห็นเจ้ากลับมาทำงานอีกครั้ง ข้าก็รู้สึกดีใจ เฮ่อๆๆ”
“แหะ ข้าก็เหมือนกัน ได้เจอใต้เท้าอีก ข้าก็แสนดีใจ เฮ่อๆๆ หึ นับแต่นี้ ข้าจะขอรับใช้ท่านจนวันตายน่ะครับ”
“เฮ่อๆๆ ขอบใจมาก”
“เดี๋ยวครับใต้เท้า คือ นี่ก็เลยเวลาออกเวรแล้ว ข้าจะขอกลับบ้านได้ไหม”
“อะไรกันนี่ เพิ่งพูดอยู่หยกๆ ว่าจะรับใช้ข้าจนวันตายไง ไม่ทันไรจะกลับบ้านแล้วหรือ”
“เฮ่อๆๆ ทำไงได้ เดี๋ยวนี้ข้ามีครอบครัวแล้ว แหะๆๆ”
“เฮ่อๆๆ นึกว่าอะไร เอาเถอะ รีบๆ ไปซะ”
“ครับ ขอบคุณใต้เท้ามาก ฮ่าๆๆ”
“เฮ่อๆๆ เจ้าหมอนี่ เฮ่อๆๆ”
นัมซาโชกลับมาทูลรายงานพระเจ้าจองโจ
“พูดเล่นหรือเปล่า ทำไมท่านฮงไม่อยู่ในวังล่ะ ตามหลักเวลานี้ เขาน่าจะยุ่งกับการเขียนประกาศ ที่จะเสนอวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ”
“ถ้าอย่างงั้น หม่อมฉันจะให้คน ไปหาอีกครั้งดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้อง ไม่จำเป็นหรอก”
เวลานั้นฮงกุกยองยังคงคุยกับเทซูอยู่
” เฮ่อ ยังไงข้าก็เชื่อว่า มินจูซีเป็นผู้บงการเรื่องนี้ เมื่อเราขู่ว่ามีหลักฐานในมือ มันก็ต้องร้อนตัว รีบดูว่ามีอะไรรั่วไหลหรือเปล่า หลังจากนั้น เราค่อยถือโอกาสตลบหลังอีกที”
“ทราบแล้วครับใต้เท้า”
“แต่ว่า ถ้าให้ฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้ ต้องไม่ให้อภัยเราแน่ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ว่ายังไง ต้องปิดเป็นความลับล่ะ”
” ไม่ต้องห่วงหรอกครับ บอกตามตรง ในความคิดของข้า ขอเพียงจับคนร้ายได้ จะใช้วิธีไหนก็ช่าง เอ่อ แต่ข้าสงสัยว่า เราจะเล่นงานมินจูซีคนเดียวหรือ ทำไมไม่ลองหยั่งเชิงขุนนางอื่นดูบ้างล่ะครับ”
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ข้าเคยพูดว่าไง นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น เราจะค่อยๆ กดดันคนพวกนี้ คอยดูไปเถอะ”
วันต่อมาพระเจ้าจองโจทรงทราบจากแชจีคยอมว่ามินจูซีถูกลอบทำร้าย
“ใต้เท้ามินจูซีถูกคนลอบทำร้าย เป็นความจริงหรือนี่”
“จริงพ่ะย่ะค่ะ เห็นว่าเมื่อคืนถูกคนอุ้มไป โชคดีว่า ไม่ถึงขนาดปองร้ายถึงชีวิต แต่ก็บาดเจ็บจนไม่อาจมาประชุมเช้านี้ได้”
“หา” พระเจ้าจองโจทรงตกพระทัย
“หึ ขุนนางถูกปองร้ายอยู่เรื่อย จนน่าเป็นห่วงว่า ชาวบ้านจะพลอยอกสั่นขวัญแขวนด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ”
” ฝ่าบาท มหาดเล็กนัมพ่ะย่ะค่ะ หึ ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เมื่อซักครู่ที่ท่าเรือ “กวางจิน” มีคนพบศพเจ้ากรมอาญา ใต้เท้า ลีตงซู พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้ากรมอาญาน่ะหรือ”
หัวหน้าองครักษ์มาขอเฝ้า “ท่านนายกอง ได้ข่าวว่าเจ้ากรมอาญาเสียชีวิตแล้วหรือ”
” ทูลฝ่าบาท ศพของท่านเจ้ากรม เมื่อเช้ามีคนไปพบอยู่ที่ท่าเรือกวางจินพ่ะย่ะค่ะ จากคำให้การของบ่าวไพร่ เห็นว่าเมื่อคืนท่านเจ้ากรมกลับถึงบ้าน แล้วจู่ๆ ถูกคนแปลกหน้าจับกุมออกไปอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
“มีใครเห็นหน้าตาคนร้ายหรือเปล่า”
“ทูลฝ่าบาท เนื่องจากตอนนั้นมืดมากเลยไม่มีใครเห็นชัดเจนพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าฝ่าบาท มีเรื่องหนึ่ง ที่น่าประหลาดพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องอะไร”
“หึ มือของผู้ตาย มีตัวอักษรเขียนอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
พระ เจ้าจองโจทรงทอดพระเนตร “นี่มัน คำว่า “อีก” นี่นา หมายความว่าไง จู่ๆ มีอักษรอยู่บนตัวผู้ตาย แสดงว่า คนร้ายที่ลงมือ ต้องการสื่อความหมายบางอย่างใช่ไหม”
“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันก็คิดเช่นเดียวกัน และจะขอทูลว่า คำว่า “อีก” ที่เห็นนี้ จะหมายถึงอาจเกิดเรื่องทำนองนี้ซ้ำอีกหรือเปล่า”
พระเจ้าจองโจทรงรับสั่งกับนัมซาโชว่า
“เพื่อแสดงความเสียใจต่อครอบครัวเจ้ากรมอาญา ให้ส่งผ้าไป 50 พับเป็นการปลอบขวัญ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าหน้าที่หอตำราเกิดเรื่องยังไม่ทันถึง 4 วันด้วยซ้ำ ทำไมถึงได้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีกได้นะ”
“เอ่อ หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า หมู่นี้ในวัง มีข่าวลือที่ไม่เป็นมงคลเกี่ยวกับเรื่องที่เกิด”
“ข่าวลืออะไร”
” นั่นก็คือ วันเดียวมีขุนนางผู้ใหญ่เกิดเรื่อง 2 คน บวกกับก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ถูกทำร้าย หลายคนบอกว่าต้นตอน่าจะมาจากการแก้แค้นพ่ะย่ะคะ”
000000000000
ฮงกุกยองปะหน้ากับชางแทวู แต่เขาจะเดินเลี่ยง จนชางแทวูต้องเป็นฝ่ายทัก
“อย่าเพิ่งไป จะไม่มีแก่ใจมาทักทายข้าบ้างหรือ”
“ทักทายท่านน่ะหรือ ข้าไม่เข้าใจความหมายที่พูด”
“ที่ใต้เท้ามินจูซีเกิดเรื่อง เจ้าคงรู้แล้วสินะ เมื่อมาเจอข้า ยังไงก็น่าจะทักทายโดยมรรยาท ในฐานะผู้น้อยก็ยังดี”
“ใต้เท้าโปรดอภัยด้วย เพราะหมู่นี้เกิดเรื่องมากมาย ทำให้ข้าเครียดจนไม่ทันคิด ท่านอย่าถือสาเลยนะ”
” จริงหรือ เครียดขนาดนั้นเชียว เอ แต่มันก็น่าแปลก ข้าดูสีหน้าเจ้าออกจะแช่มชื่นยังกะอะไรดี หรือท่านเจ้ากรมเห็นว่าไงบ้าง ทุกคนต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อคืน แต่ใต้เท้าฮงกลับทำเฉยเมยเหมือนทองไม่รู้ร้อน ราวกับว่าเรื่องที่เกิด เขารู้แก่ใจแต่แรกอยู่แล้ว”
พระเจ้าจองโจ แชจีคยอมและนัมซาโช นั่งปรึกษากัน
” วันเดียวมีขุนนางผู้ใหญ่เกิดเรื่อง 2 คน บวกกับก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ถูกทำร้าย หลายคนบอกว่าต้นตอน่าจะมาจากการแก้แค้นพ่ะย่ะค่ะ” นัมซาโชกล่าว
พระเจ้า จองโจทรงอึ้ง “พูดเล่นหรือเปล่า ทำไมท่านฮงไม่อยู่ในวังล่ะ ตามหลักเวลานี้ เขาน่าจะยุ่งกับการเขียนประกาศ ที่จะเสนอวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ”
“เห็นว่าเมื่อคืนถูกคนอุ้มไป โชคดีว่าไม่ถึงขนาดปองร้ายถึงชีวิต แต่ก็บาดเจ็บจนไม่อาจมาประชุมเช้านี้ได้”
“หรือว่า หรือจะเป็นใต้เท้าฮง”
พระมเหสีโยอึยจะเสด็จนำยาไปให้สนมวอนพิน แต่เจอกับซองซงยอน
“อ้อ ซงยอน”
“พระมเหสี”
“เจ้ามีธุระอะไรถึงได้เข้าวังน่ะ”
“เอ่อ มีคำสั่งจากในวังให้มาเขียนฉากบังลมน่ะเพคะ”
“ฉากบังลมหรือ เขียนให้ตำหนักไหนน่ะ”
สนมวอนพินตอบแทนว่า “ตำหนักของหม่อมฉันเองเพคะ ข้าจัดสถานที่ให้เจ้าเรียบร้อย เข้าไปดูได้”
“ทราบแล้วเพคะ”
” ซงยอนอย่าเพิ่งไป วอนพิน ข้าเคยบอกว่าไง คราวนี้เจ้าจะแผลงฤทธิ์อะไรอีก อยู่ดีๆ ให้นางเข้าวังมาทำไม นี่แสดงว่า เจ้าเห็นคำพูดข้าไม่มีความหมายใช่ไหม”
“ไม่เป็นความจริงเลยเพคะ หม่อมฉันจะกล้าลบหลู่พระมเหสีได้ยังไง และไม่เคยเห็นรับสั่งของพระมเหสีไม่สำคัญ เพียงแต่ ทำตามรับสั่งของเสด็จแม่ต่างหาก”
“รับสั่งของเสด็จแม่หรือ”
“เพคะ เสด็จแม่มีรับสั่งให้นางมาเขียนฉากบังลมที่ตำหนักของหม่อมฉัน แล้ว จะให้หม่อมฉันทำไงได้ล่ะเพคะ เสด็จแม่ทรงเป็นผู้ใหญ่ในวัง หม่อมฉันแค่ทำตามรับสั่ง ก็ถือว่าเคารพกฎเกณฑ์แล้วไม่ใช่หรือเพคะ”
พระมเหสีโยอึยตรัสกับซองซงยอนว่า
“ถ้าไง ข้าจะทูลเสด็จแม่ให้เปลี่ยนช่างเขียนอื่นมาแทน เพราะฉะนั้น เจ้าไม่ต้องใส่ใจหรอกนะ”
“เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกเพคะ หม่อมฉันไม่ได้คิดอะไร โปรดอย่าทรงถือสาเลย”
“ซงยอน”
” เพราะหม่อมฉัน ทำให้พระมเหสีทรงบาดหมางกับพระสนมแล้ว คราวนี้ อย่าให้มีปัญหาจะดีกว่านะเพคะ หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า เรื่องพวกนี้ เป็นงานของหม่อมฉันอยู่แล้ว ไม่ว่ายังไง หน้าที่ของช่างเขียนก็คือเขียนรูปตามแต่ในวังจะมีคำสั่ง และหม่อมฉัน ก็เป็นช่างเขียนที่ต้องทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจะตั้งใจทำงานให้ดี ไม่ต้องทรงเป็นห่วงหรอกเพคะ”
“ซงยอน”
“หม่อมฉันขออภัยด้วยเพคะ และขอบพระทัยที่พระมเหสีทรงเมตตา”
โชบีคุยกับซองซงยอนถึงการเขียนภาพฉากตำหนักของสนมวอนพิน
“ข้าว่าตำหนักของพระสนม เขียนฉาก 6 บานจะเหมาะกว่า 8 บานที่ดูเทอะทะ แล้วเจ้าว่าจะเขียนรูปอะไรดีล่ะ”
“ข้าว่า อยากจะเขียนรูปดอกบัว”
“เขียนรูปดอกบัวหรือ”
“ใช่ เป็นดอกบัวทั้ง 6 บานน่าจะเหมาะที่สุด”
” ฮ่า จริงด้วยสินะ ดอกบัวหมายถึงความมั่งมีศรีสุข ถ้าบานเต็มที่จะสวยมากเลย หึๆๆ งั้นเรากลับไปบอกไต้เท้าปาร์ค แล้วก็เริ่มเขียนละกัน หึๆ”
ซองซงยอนเห็นด้วย “ได้”
แชซังกุงบอก “พระสนมเสด็จมา”
สนมวอนพินเข้ามา “เป็นไงบ้าง คิดหรือยังว่าจะเขียนเป็นรูปอะไร”
“คิดแล้วเพคะ”
” เห็นบอกว่าเวลาเขียนรูป ต้องกลับไปเขียนที่ศูนย์ศิลปะใช่ไหม เพื่อไม่ให้วุ่นวาย มาเขียนที่นี่ก็ได้ ข้าจะดูว่าฉากบังลมของเจ้า จะออกมาในลักษณะไหน”
“เอ่อ แต่ว่าพระสนม การเขียนรูปต้องใช้เวลา อยู่ที่ศูนย์ฯ จะดีกว่านะเพคะ เพราะมีอุปกรณ์เครื่องเขียนพร้อม”
แชซังกุงดุ “บังอาจ กล้าดียังไง ขัดรับสั่งพระสนมน่ะ”
“เอ่อ คือ ทรงอภัยด้วยเพคะ”
“สรุปคือ มาเขียนที่ตำหนักข้าละกัน ไม่ต้องพูดมาก เจ้าต้องมาทุกวันนั่นแหละ”
“เพคะ”
พอออกมาโชบีก็โวยวายว่าไม่มีเหตุผล แต่ซองซงยอนปรามไว้ และพอทั้งสองกลับไปที่ศูนย์ก็ถามช่างเขียนตั๊กว่าลีชองมาทำงานหรือยัง
“ป่วยอะไรนักหนา,ไม่เห็นหน้าตั้ง 3-4 วัน”
“นั่นสิคะ ถึงเขาจะชอบอู้งานแต่ไม่เคยหายหน้าไปนานขนาดนี้”
“อึม นี่ ต้องเดินอีกไกลมั้ย”
“ไม่ค่ะ จวนถึงแล้ว แถวนี้แหละ เลยบ้านหมอคนหนึ่งไปก่อน”
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลีชองที่ถูกภรรยาไล่ตีจนหนีออกมา
“นึกว่าไม่สบายจะไปเยี่ยมหน่อย ที่แท้ก็โกหก ข้าจะไปบอกไต้เท้าปาร์คเดี๋ยวนี้ จะได้ลงโทษซะบ้าง” ช่างเขียนตั๊กบ่นว่า
ซองซงยอนรีบห้ามก่อน “เอ่อ ใจเย็นก่อนเถอะค่ะ ไม่แน่เขาอาจมีความจำเป็นบางอย่าง”
” จำเป็นอะไร เจ้าอย่าโง่นักเลย ไม่ได้ยินหรือว่าเขาไปเที่ยวหอนางโลมน่ะ เฮ่ย ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ข้าอุตส่าห์เก็บงานให้เขาจนแทบไม่ได้กลับบ้าน”
ช่างเขียนตั๊กกลับไปบอกปาร์คยองมุน ปาร์คยองมุนจึงตามไปพบลีชองกำลังบังคับให้ช่างเขียนชางฮงพุกเขียนภาพให้เขาดู
“เอ่อ ใต้เท้า ฟังข้าอธิบายก่อนเถอะครับ”
“ข้าไม่ฟัง ตอนช่างเขียนตั๊กมาบอก ข้ายังไม่เชื่อ ทำไมถึงได้ทำตัวเหลวไหลนัก แบบนี้เท่ากับทำให้ศูนย์ศิลปะเสื่อมเสียด้วยรู้มั้ย”
“ใต้เท้าอภัยด้วย ข้าเพียงแต่”
“พอที ข้าไม่อยากพูดกับเจ้าและไม่อยากฟังด้วย ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ไม่ต้องมาทำงานอีก”
“ใต้เท้าปาร์ค”
ซองซงยอนช่วยขอร้อง “อภัยให้เขาซักครั้งเถอะค่ะ เขาทำแบบนี้อาจมีความจำเป็นก็ได้”
“ใต้เท้า อภัยให้ข้าเถอะครับ ใต้เท้า ฮือๆๆ”
แล้วทันใดนั้นชางฮงพุกก็เสียงดังออกมาให้นำเหล้ามาให้เขา ปาร์คยองมุนจึงได้พบกับชางฮงพุก
“ฮึ่ม หา เอ่อ ใต้เท้า ชางยง”
ชางฮงพุกนอนกรนเสียงดัง ลีชองจึงถามปาร์คยองมุนว่า
“เดี๋ยว ใต้เท้าปาร์ค เขาเคยเป็นช่างเขียนจริงหรือครับ”
” เฮ่ย ไม่ใช่ช่างเขียนธรรมดา เคยถวายการเขียนพระรูปถึง 4 ปีติดต่อ จนเป็นช่างเขียนคนแรกที่ขึ้นถึงระดับ 4 ตามตำแหน่งเรียกว่าใต้เท้า ชางยง”
ลีชองตาโต “โห”
“แสดงว่าเขาก็คือ ช่างเขียน “ชางฮงพุก” ที่ฝากผลงานภาพดอกเหมย อยู่ในห้องทำงานของเราหรือคะ” ซองซงยอนว่า
” ใช่ ถูกต้อง ทุกคนคงเคยเห็นงานของเขา จะรู้ว่านั่นเป็นลายเส้นที่เฉียบคม ไม่มีใครเลียนแบบได้ แต่แล้ว วันหนึ่งจู่ๆ เขาก็หายไปจากศูนย์ศิลปะ ไม่มีข่าว ไม่ติดต่อใครมาสิบกว่าปี แล้วช่างเขียนลี ทำไงถึงรู้จักเขาได้น่ะ”
“เอ่อ คือข้า ข้าก็ไม่รู้ว่า” ชางฮงพุกพลิกตัว “อ้าว เฮ้ยๆๆ พังหมดๆ”
“ใต้เท้า ใต้เท้าชางยง ใต้เท้า”
“ใต้เท้าๆ” ลีชองพยายามปลุกแต่ไม่ได้ผล
ชาวบ้านมุงดูประกาศ เทซูจึงเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทหารจึงบอกว่าเจ้ากรมแรงงาน ปาร์คจองมยอง ถูกฆ่าตายอีกคน พวกชาวบ้านวิจารณ์
เทซูมาบอกพวกซอจังบู กับคังซกกี
“ว่าไงนะ ไม่แค่เจ้ากรมแรงงาน ใต้เท้าปาร์คจองมยอง แม้แต่ผู้ช่วยเจ้ากรมปกครองก็ตายด้วยหรือ”
“ใช่ และเหมือนกับสองศพที่แล้ว คือมีอักษรคำว่า “อีก” เขียนที่มือผู้ตายเหมือนกัน”
” อะไรกันนี่ หมายความว่า นี่เป็นฆาตกรรมต่อเนื่องใช่ไหม หึ ต้องมีใครบงการเบื้องหลังแน่ คนๆ นี้ จะค่อย ๆ กำจัดพวกขุนนางหัวเก่าทีละคน”
“เฮ่ย เทซู เจ้าคงรู้อะไรใช่ไหม”
“หา อะไรนะครับ ท่าน หมายถึงอะไรน่ะ”
“มีเสียงร่ำลือว่าเป็นฝีมือไต้เท้าฮงสั่งให้ทำแบบนี้”
เทซูอึ้ง “หา”
“ถ้าเป็นจริงละก้อ เรื่องจะยิ่งบานปลายกันใหญ่ เพราะฉะนั้น ถ้าเจ้ารู้อะไรก็รีบพูดมาเถอะ”
พวกขุนนางต่างพากันคิดว่าเป็นฝีมือของฮงกุกยอง ชางแทวูจึงเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ
“มีเรื่องอะไร”
“เขาคือเลขาของกรมอาญาพ่ะย่ะค่ะ” ชางแทวูกราบทูล
“แล้วทำไมต้องพาเลขากรมอาญามาพบข้าที่นี่ด้วย”
“หม่อมฉันกำลังสืบหาคนบงการฆ่าเหล่าขุนนาง จับมาลงโทษ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายซ้ำอีก”
แล้วชางแทวูก็บอกว่าทุกคนคิดว่าการที่ขุนนางเสียชีวิตเป็นฝีมือของฮงกุกยอง
” ท่านเอาอะไรมาพูดน่ะ บอกว่าเกี่ยวข้องกับใต้เท้าฮงหรือ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ข้ารู้นิสัยเขาดีกว่าใคร เขาจะไม่มีวันขัดคำสั่งข้า ทำเรื่องเลวร้ายแน่”
“เท่าที่ฟังดู เหมือนใต้เท้าฮงไม่เห็นฝ่าบาทอยู่ในสายตา เท่ากับที่ฝ่าบาททรงไว้วางพระทัย”
“ท่านเสนา”
“ฝ่าบาท หม่อมฉันมีสิ่งยืนยัน มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าใต้เท้าฮง เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงๆ”
“อะไรนะ”
” หลังจากที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าคนของหอตำราถูกทำร้ายอาจเกี่ยวข้องกับขุน นางหัวเก่า หม่อมฉันจึงได้ส่งคนไปสืบ จนพบความจริงที่น่ากลัวอย่างหนึ่งเข้า นั่นก็คือไต้เท้าฮงซึ่งเป็นคนโปรดของฝ่าบาท ไปว่าจ้างนักเลงอันธพาลในตัวเมืองให้ลอบทำร้ายไต้เท้ามินจูซี ตอนนี้พวกนักเลงได้ถูกจับกุมและสอบปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
แม้แต่ตัวฮงกุกยองเองพอรู้เรื่องจากแชจีคยอมถึงกับอึ้งไป
“ใต้เท้าว่าไงนะครับ บอกว่าข้า เป็นผู้บงการสังหารเหล่าขุนนางงั้นหรือ”
“มีข่าวว่าเจ้าติดต่อพวกนักเลงให้ลอบทำร้ายใต้เท้ามินจูซี เป็นความจริงหรือเปล่า”
ฮงกุกยองอึกอัก “เอ่อ”
แชจีคยอมรู้ว่าเป็นเขาจริงๆ “ทำไมถึงได้บุ่มบ่ามขนาดนี้ เจ้าไม่รู้หรือว่า ถ้าเรื่องบานปลายมันจะยิ่งแย่น่ะ”
“ข้ายอมรับว่าจ้างคน ไปทำร้ายมินจูซีจริง เอ่อ แต่ว่า การตายของขุนนางอื่น ข้าไม่รู้อะไรด้วย ข้าไม่เคยทำเรื่องแบบนี้จริงๆ นะครับ”
แช จีคยอมถอนใจและบอกฮงกุกยองว่า “พูดตอนนี้ใครจะเชื่ออีก เข้าใจหรือเปล่า ถึงเจ้าพูดความจริง แต่ลำพังแค่เรื่องใต้เท้ามิน เจ้าก็ยากจะพ้นมลทินได้แล้ว”
ฮงกุกยองมาขอเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ
“นั่งลง รู้มั้ยว่าท่านไปทำอะไร ให้ข้าเดือดร้อนอีกแล้ว”
ฮงกุกยองถอนใจ “เฮ่อ”
“ทำไมต้องทำเรื่องแบบนี้ด้วย หรือว่าข้า ดูท่านผิดไปจริงๆ”
“ทรงลงอาญาหม่อมฉันเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
“สมัยที่ข้ายังเป็นองค์ชาย ท่านก็เคยทำเรื่องแบบนี้ แล้วทำไมยังไม่เข็ด ปล่อยให้ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก”
“หึ หึ เรื่องของเรื่อง เพราะหม่อมฉันวู่วาม ไม่คิดให้รอบคอบ ขอได้โปรด ลงอาญาหม่อมฉันด้วยเถอะ”
” ข้าไม่อยากฟังคำพูดแบบนี้จากท่านอีก ขุนนางทั้งหลายต่างก็เรียกร้อง ว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินคดีกับท่านให้ได้ และพวกเขายังมี หลักฐานที่ท่านไม่อาจดิ้นหลุด เชื่อว่ายังไงคงจะเอาเรื่องถึงที่สุดแน่ ไหนๆ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านคิดว่าจะทำไงดี”
“ฝ่าบาท หม่อมฉัน ยินดีรับการไต่สวน”
“ท่านบอกว่ายินดีหรือ”
” หม่อมฉันจะไปกรมอาญา รับการไต่สวนเอง ที่มีการเข่นฆ่าเหล่าขุนนาง ไม่เกี่ยวกับหม่อมฉันจริงๆ เพราะฉะนั้น โปรดให้หม่อมฉันไปยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ ฮือ”
เทซูรู้เรื่องก็รีบมาถามฮงกุกยองว่า “เอ่อ ใต้เท้า ได้ยินว่าท่านไปเข้าเฝ้า ตกลงเรื่องเป็นไงครับ”
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วง”
“แต่ว่า การตายของเหล่าขุนนาง”
“ไม่ว่าข้าจะเป็นไง เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องมายุ่ง เข้าใจมั้ย อย่าเอาตัวเองมาพัวพันเด็ดขาด”
“เอ่อ แต่ว่าใต้เท้า”
“ฟังนะ หน้าที่ของเจ้าคือทำงานตามที่ข้าสั่ง เพราะสำหรับฝ่าบาทแล้วนี่คือสิ่งสำคัญ เข้าใจมั้ย”
พระหมื่นปีจองซุนทรงทราบเรื่องฮงกุกยองก็กระหยิ่มในใจว่า “ฮงกุกยอง เจ้ายังจะทำหยิ่ง ปฏิเสธความช่วยเหลือจากข้าอีกมั้ย”
ฮงกุกยองไปกรมอาญาแล้ว แชจีคยอมเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ
“ท่านมาแล้วหรือใต้เท้า”
“นี่ก็ดึกมากแล้ว ยังไม่เข้าบรรทมอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ารู้สึกไม่ง่วงเลย ไม่รู้เพราะอะไร หมู่นี้นอนยังไงก็ไม่หลับซะที”
“ฝ่าบาท กรมอาญามาทูลถามว่า ถ้าจะทำการไต่สวนไต้เท้าฮง คงต้องใช้การทรมานจะได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
เทซูจะไปขอเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ แต่พระองค์ไม่อยู่ เวลานั้นพระเจ้าจองโจเสด็จไปหาฮงกุกยองที่กรมอาญา
“หา เอ่อ ฝ่า ฝ่าบาท หึ หึ ฝ่าบาท เสด็จมา มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
” ข้าคิดไปคิดมา รู้สึกยังไม่ได้ถามท่าน ว่าทำไมถึงได้ทำอย่างงั้น ข้าเชื่อว่าท่านคงมีบางอย่างจะพูดกับข้า แต่ข้าไม่ได้ถามว่า ท่านทำเพราะอะไร”
“เอ่อ ฝ่าบาท”
“ถ้าจะพูดอะไรก็พูด ไม่ต้องเกรงใจ ข้าพร้อมจะฟัง คำพูดจากใจจริงของท่าน”
“ฮือ ฝ่าบาท”
“ท่านบอกว่าที่มีการสังหารเหล่าขุนนาง ไม่เกี่ยวกับท่าน เป็นความจริงหรือเปล่า”
“ฮือ ฝ่าบาทจะทรงเชื่อหรือเปล่า ฮือๆๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร สิ่งที่หม่อมฉันทูลต่อฝ่าบาท จะทรงเชื่อมั้ยพ่ะย่ะค่ะ”
เวลาต่อมาชางแทวูเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจและทูลถามว่า
“ฝ่าบาท หม่อมฉันเสนาซ้ายชางแทวูมีเรื่องจะทูลถาม”
“เรื่องอะไร เชิญพูดมาได้”
” พระอาญาไม่พ้นเกล้า เมื่อเช้านี้ขณะที่หม่อมฉันเข้าวังมา ได้ยินว่าฝ่าบาทสั่งห้ามไม่ให้มีการทรมานฮงกุกยอง ไม่ทราบเป็นความจริงหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่ เป็นความจริง”
พวกขุนนางพากันถาม “หา ทำไมอย่างั้นล่ะ”
“ฮงกุกยองเกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกาย เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น มีอะไรต้องสอบอีก ถึงขั้นใช้วิธีทรมานด้วย”
“ทำไมจะไม่มี เขายังเป็นผู้บงการให้สังหารเจ้ากรมอาญา เจ้ากรมแรงงานและผู้ช่วยกรมปกครอง”
” แต่เมื่อคืนนี้ ข้าไปพบฮงกุกยองที่เรือนจำมา เขายืนยันว่า เรื่องที่เกิดไม่เกี่ยวกับเขาเลย เพราะฉะนั้น ข้าจึงสั่งให้ยุติการไต่สวนแต่เพียงเท่านี้”
“ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ควรยุติง่ายๆ คนที่ไม่ถูกทรมานจะยอมรับความผิดได้ยังไง และฝ่าบาททรงมีเหตุผลอะไร ถึงให้ยุติการไต่สวนโดยไม่มีหลักฐานมาหักล้างซะก่อน”
“ท่านต้องการหลัก ฐานใช่ไหม หมายความว่า แค่พิสูจน์ให้เห็นว่าฮงกุกยองไม่เกี่ยวข้องก็พอแล้วสิ ก็ได้ ถ้าอย่างงั้น ข้าจะเอาหลักฐานออกมา ให้ทุกท่านเห็นว่าเขาบริสุทธิ์จริงหรือเปล่า”

จบตอนที่ 53

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 52

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 52

และคืนวันส่งตัว พระเจ้าจองโจทรงเสด็จไปพบซองซงยอนที่ศูนย์ศิลปะ ซองซงยอนร้องไห้พูดไม่ออก พระเจ้าจองโจทรงถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นนี่ บอกข้ามาเร็ว ใครทำให้เจ้าร้องไห้ถึงขนาดนี้”
“ฮือ ฝ่าบาท ปล่อยหม่อมฉันเถอะเพคะ”
“ซงยอน”
“ฮือ หม่อมฉันไม่ได้เป็นไรหรอกเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่ เครียดกับเรื่องงาน ไม่รู้จะเสร็จทันหรือเปล่า ฮือ ไม่ต้องทรงเป็นห่วงหรอกเพคะ”
“นึกหรือว่าพูดแบบนี้ข้าจะเชื่อน่ะ”
“ฮือ ฝ่าบาท”
” เพราะอะไร หรือว่าเพราะข้าใช่ไหม มีเรื่องหนึ่ง ข้าอยากถามเจ้าให้รู้ จงตอบมาดีๆ ที่เจ้าอยากเป็นช่างเขียนต่อ เป็นความสมัครใจจริงหรือ ที่ข้าอยากรู้ก็คือ คำตอบจากใจจริงของเจ้า สิ่งที่เจ้าต้องการ คือเป็นช่างเขียนรูปจริงหรือ”
“ฮือ ฝ่าบาท ฮือ รับสั่งถูกแล้วเพคะ”
“ข้าพูดถูกหรือ แสดงว่าทุกอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เจ้าต้องการให้เกิดขึ้นหรือ ซงยอน”
” ฮือ ใช่แล้วเพคะ ความตั้งใจของหม่อมฉันคืออยู่ศูนย์ศิลปะต่อไป ฮือ กว่าจะได้เป็นช่างเขียนต้องฟันฝ่าตั้งเท่าไหร่ หม่อมฉันจะยอมทิ้งทุกอย่างนี้ไปได้ยังไง หึ หม่อมฉันตัดสินใจแน่แล้ว ฉะนั้นขอได้โปรด อย่าทรงถามเรื่องแบบนี้กับหม่อมฉันอีก หึ หลายคนกำลังมองเราอยู่นะเพคะ ได้โปรดทรงปล่อยหม่อมฉันเดี๋ยวนี้”
“นั่น สิ คงจะเป็นอย่างงั้น บอกตามตรง ข้าเคยนึกว่า เราสองคนจะคิดตรงกัน เชื่อมั่นอย่างงั้นมาตลอด แต่ไม่เคยรู้ว่า การเป็นช่างเขียนจะมีความหมายต่อเจ้าขนาดนี้ ข้ามันโง่นัก ยังนึกว่า ไม่แน่เราอาจใจตรงกันก็ได้ ข้ามักจะคิดอย่างงั้นเสมอ งั้นก็ขอโทษ ที่ข้า ถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม บอกตามตรง ข้าเคยนึกว่า เราสองคนจะคิดตรงกัน เชื่อมั่นอย่างงั้นมาตลอด”
เวลาเดียวกันทางด้าน สนมวอนพินน้องสาวของฮงกุกยอง เห็นว่าเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้วจึงบอกแชซังกุงว่า
” บอกคนที่อยู่ข้างนอกให้ถอยไป อีกครึ่งชั่วยาม ดับไฟแล้วนอนได้ พอพรุ่งนี้เช้า บอกว่าฝ่าบาทเสด็จมาหาข้า หลังจากทุกคนถอยไปแล้ว ถ้ามีใครถาม ท่านก็ช่วยบอกไปตามนี้ เข้าใจหรือเปล่า”
“แต่ว่าพระสนม ทำไมต้องบอกคนอื่นว่า”
” สิ่งที่ข้าสั่ง ยังไม่เข้าใจความหมายอีกหรือ คืนส่งตัวคืนแรก ถ้าฝ่าบาทไม่เสด็จมาหาข้า แล้ววันหลังข้าจะมองหน้าคนอื่นได้ยังไง มีหวังพวกนางใน พากันหัวเราะข้าลับหลังล่ะไม่ว่า”
“ทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันจะทำตามรับสั่ง”
ดัลโฮกับมักซูพากันมาพบฮงกุกยอง
“เฮ่อๆๆ ไม่เจอตั้งนานนะ ได้ยินว่าท่านแต่งงานเมื่อวันก่อน ขอโทษที่ไม่ได้ไปงาน” ฮงกุกยองกล่าว
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่มีงานยุ่ง จะกล้ารบกวนได้ยังไง แหะๆ”
“เฮ่อๆๆ อย่าพูดอย่างงั้น เราไม่ได้เพิ่งรู้จักซักหน่อย จริงๆ ข้าก็ตั้งใจจะไปหาท่าน เมื่อเจอก็ดีแล้ว”
“หา อะไรน่ะครับ หาข้าหรือ”
“อึม ใช่ ตอนนี้มีครอบครัวแล้ว จะไม่ทำงานเป็นหลักแหล่งหน่อยหรือ เพราะฉะนั้น ข้าอยากให้ท่านไปทำงานในวังหน่อย”
“อุ๊ย ก็ดีน่ะสิ นี่” มักซูตื่นเต้น
“อะไรนะ เดี๋ยว ทำงานในวังหรือ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
“เฮ่อๆๆ แค่นี้ต้องตกใจด้วย ถือว่าตอบแทนที่เคยช่วยข้าทำงานไงล่ะ ถ้าไงเร็วๆ นี้ จะให้เทซูไปบอก ท่านก็รอละกัน”
“ดีจังเลย หึๆๆ”
“ครับ ดีครับ ขอบคุณใต้เท้ามาก ขอบคุณ ฮือ”
“เฮ่อๆๆ เอาล่ะ ไปได้แล้ว”
คีชอนอิกกล่าวต้อนรับมินจูซี ที่มาหอตำราหลวง
“ยินดีที่ได้พบ ข้าชื่อ “คีชอนอิก” เป็นผู้ดูแลหอตำราหลวงแห่งนี้ ได้ยินว่าวันนี้จะมีผู้ช่วยคนใหม่ จึงมารอต้อนรับ”
“ยินดีเช่นกัน ข้าชื่อ มินจูซี”
มินจูซีเข้าไปข้างใน เชกาเข้ามาบอก “ต้องขออภัย เชิญท่านลุกจากที่นั่งก่อน”
ลูกน้องมินจูซีดุ “กล้าเสียมรรยาทกับใต้เท้าเชียวหรือ”
เชกาบอกดีๆ “ที่นั่งตรงนั้นเป็นของใต้เท้าเรา ผู้ช่วยต้องนั่งฝั่งขวามือ กรุณาสับเปลี่ยนด้วย”
“ยังจะพูดอีก ช่างไม่รู้กาลเทศะซะบ้าง จะให้ไต้เท้าของเรานั่งที่ต่ำกว่าลูกอนุฯ ได้ยังไง มีหัวคิดหรือเปล่า”
” พวกเจ้าต่างหากไม่มีหัวคิด ใครเป็นลูกอนุฯ ก็ช่าง แต่นี่คือการทำงาน เพราะฉะนั้น นอกจากต้องนั่งถัดมาแล้ว ยังต้องให้เกียรติใต้เท้าของเรา เพราะนี่คือ ธรรมเนียมในราชสำนักไม่ใช่หรือ”
“ธรรมเนียมอะไรกัน เป็นแค่ลูกอนุฯ บังอาจมาสอนข้าเชียวหรือ”
คีชอนอิกเข้ามาตอบแทน “ใช่ เจ้าหน้าที่คนนี้กำลังสอนท่านอยู่จริงๆ”
มินจูซีอึ้ง “อะไรนะ”
“ในเมื่อไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติก็อย่าทำอวดดีนัก ยอมรับฟังคำเตือนจากคนอื่นน่าจะดีที่สุด”
“ท่านว่าไงนะ”
” พูดจาระวังปากหน่อย ถึงข้าจะเป็นลูกอนุฯ แต่ก็เป็นผู้ดูแลหอตำราหลวง เมื่อเจ้าเป็นรองก็ต้องเชื่อฟัง เพราะสิ่งที่เราทำ เป็นไปตามพระบัญชาของฝ่าบาทหรือจะเถียงว่าไม่จริง”
มินจูซีโมโหจะไปเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจให้ได้ แต่ทหารปรามไว้ พอดีฮงกุกยองเข้ามาเห็นจึงถาม
“ใต้เท้ามิน เกิดอะไรขึ้นที่หน้าตำหนักใหญ่”
ทหารรายงาน “ขออภัยด้วยครับ ใต้เท้าท่านนี้ ไม่ยอมให้ตรวจค้นก็จะขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท” ทหารถูกตบหน้า
“ทำงานมีหัวคิดหรือเปล่า คนที่ไม่ผ่านการตรวจค้น ต่อให้ใช้กำลังก็ต้องค้นให้ได้ เจ้าไม่รู้หรือไง”
“ขอโทษด้วยครับใต้เท้า”
“คนที่คิดปองร้ายฝ่าบาท อาจแฝงกายอยู่ทุกที่ ไม่มีใครรู้ว่าคนพวกนี้จะซ่อนอาวุธอะไรไว้ในตัว สำหรับก่อการร้าย”
มิ นจูซียิ่งโกรธ “พูดแบบนี้เกินไปหรือเปล่า ใต้เท้าฮง ปองร้ายอะไรกัน เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว ท่านคิดว่าขุนนางอย่างเราจะกล้าคิดไม่ซื่อต่อฝ่าบาทเชียวหรือ”
“หึ ข้าไม่ได้หมายถึงท่านซักหน่อย ทำไมต้องร้อนตัวด้วย หรือว่าในตัวท่านมีอาวุธซ่อนอยู่จริง”
“พูดให้ดีนะใต้เท้าฮง”
“คนเราถ้าบริสุทธิ์ใจ ทำไมไม่ให้ตรวจค้นล่ะ”
“ข้าไม่ชอบอย่างงั้น ข้าเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ชอบพิธีรีตองที่น่ารำคาญ”
” รำคาญอะไรกัน พูดให้ดีหน่อยนะ นี่เป็นรับสั่งของฝ่าบาท ก็ได้ เมื่อท่านยืนกรานไม่ยอมให้ตรวจ งั้นข้า ก็จำเป็นต้องทำตามกฎระเบียบ ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง จับตัวไปให้หมด”
“อะไรนะ”
“ไม่ได้ยินหรือไง จับพวกเขาไปค้นตัวแล้วค่อยปล่อยออกมา”
พวกทหารรับคำ เหล่าขุนนางรีบห้าม “เดี๋ยว นี่ ปล่อยนะ จะทำอะไร บังอาจ”
จากเหตุการณ์นี้ ชางแทวูนำความขึ้นทูลฟ้องพระเจ้าจองโจ
“ท่านเสนาบอกว่าไงนะ ใต้เท้าฮงใช้อำนาจบาตรใหญ่หรือ”
” ใช่แล้วพ่ะยะค่ะฝ่าบาท นอกจากใช้กำลังบังคับขุนนางให้ไปรับการตรวจค้นแล้ว ยังพูดจาข่มขู่สารพัด ทำให้รู้สึกว่าคนๆ นี้ ช่างมีอิทธิพลและก้าวก่ายไปซะทุกหน่วยงาน ยังไม่พอ แม้แต่บ้านเขาก็มีคนเข้าออกแทบไม่ว่างเว้น ได้รับของกำนัลเพื่อขอให้วิ่งเต้นในเรื่องต่างๆ ฝ่าบาทไม่ทรงทราบบ้างหรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ทุกวันนี้ฮงกุกยอง ถือว่าเป็นคนโปรด อีกทั้งเป็นพระญาติของฝ่าบาท เริ่มใช้อำนาจบาตรใหญ่มากขึ้นทุกที”
“ข้าว่าท่านพูดเกินไป บางครั้งเขาอาจเจ้ากี้เจ้าการไปบ้าง แต่ไม่ใช่คนที่ลุแก่อำนาจ เที่ยวข่มชาวบ้านโดยไม่มีเหตุผล”
“เพราะฝ่าบาททรงเชื่อเขาขนาดนี้ ถึงไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเลย”
“ท่านเสนา”
” ทุกวันนี้ มีขุนนางหลายคนไม่พอใจการทำงานของใต้เท้าฮงมาก เพราะมีเขาอยู่ด้วย ฝ่าบาทจึงให้พวกเรากลับมาอีกครั้งใช่ไหม นี่คือสิ่งที่ฝ่าบาท ทรงรับรองแข็งขันว่าจะปกครองอย่างเป็นธรรม มีความเสมอภาคทุกฝ่ายหรือพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าจองโจทรงเรียกนัมซาโชมาเฝ้า
“ท่านรู้ข่าวของไต้เท้าฮงบ้างมั้ย ได้ยินว่ามีคนไปติดต่อเขา เพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องงานจริงหรือเปล่า”
” เอ่อ มีฝากฝังคนรู้จัก เข้ามาทำงานซัก 3-4 คนได้ แต่ถ้าถึงขั้นรับสินบนละก้อ คงไม่มีหรอกพ่ะย่ะค่ะ เขาคงมีหัวคิด ไม่กล้าทำเรื่องแบบนี้แน่”
“ไม่อย่างงั้น แปลว่าเสนาซ้ายใส่ร้ายเขาหรือไง”
“ตามความคิดหม่อมฉัน อาจเพราะมีคนไปหาเขามากกว่าแต่ก่อน เลยทำให้เป็นที่ครหาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
“ช่วยไปตามใต้เท้าแชมาพบข้าหน่อย”
เวลาเดียวกันแชซกจูก็ถามชางแทวูว่าเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจมาหรือ
” ที่แล้วมานอกจากอยู่ใต้อำนาจผู้หญิงคนหนึ่งแล้ว ในวังยังเลี้ยงเสือน้อยที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอีกคน ข้าไม่เข้าใจเลยว่าพวกท่านอยู่ได้ยังไง ตอนนี้คนแรกที่เราต้องกำจัดให้ได้ ก็คือหนุ่มที่ชื่อฮงกุกยอง เข้าใจมั้ย”
“เข้าใจครับ ข้าจะเรียกประชุมคนของเรา เพื่อหาทางรับมือกับฮงกุกยอง ถ้าไง เชิญท่านไปอีกคนก็ได้”
“ไม่ ข้ามีธุระต้องไปอีกที่หนึ่ง มีคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดในวัง รับสั่งว่าอยากพบข้า”
“นี่แปลว่า ท่านจะไปเข้าเฝ้าพระหมื่นปีจริงหรือครับ”
“ไม่งั้นจะทำไงได้ ฮึ่ม”
ชางแทวูเข้าเฝ้าพระหมื่นปีจองซุน
“จริงสิ ตอนนี้ท่านเป็นไงบ้าง กว่าจะได้กลับมาอีกครั้ง คงทำให้ท่านเห็นความเปลี่ยนแปลงสินะ มีอะไรก็เชิญพูดได้”
“นึกว่าไม่ใช่วังหลวงของเราซะแล้ว”
“หมายความว่าไง”
” กว่าจะมาถึงนี่ เดินหลงอยู่ตั้งนาน เสียทีเป็นถึงพระหมื่นปีแท้ๆ กลับมาอยู่ตำหนักซอมซ่อ ห่างไกลผู้คน เห็นแล้วช่างน่าใจหายจริงๆ ได้ยินว่าพระหมื่นปีให้องค์หญิงวาวานและอีกหลายคนเป็นแพะรับบาป ถึงเอาตัวรอดได้ แต่ไม่นึกว่าสุดท้าย ก็คืออยู่ที่แบบนี้หรอกหรือ”
“เห็นทีท่านคงชราภาพไปไม่น้อย หากไม่ใช่ความจำเลอะเลือนละก้อ คงไม่ลืมว่าข้ายังมีอะไรอยู่ในมือสินะ”
“จริงอยู่ หม่อมฉันยังจำได้ แต่ไม่แน่ว่าของสิ่งนั้น อาจไม่มีประโยชน์สำหรับหม่อมฉันอีกก็เป็นได้”
“หึ จริงหรือ แน่ใจหรือเปล่า”
“ไม่อย่างงั้น ทำไมพระหมื่นปีต้องมีรับสั่ง ให้หม่อมฉันมาเฝ้าอีก”
” ข้าจะไม่ว่าท่านแก่ก็ได้ แต่ว่า ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ใจคนก็ย่อมเปลี่ยนตามกาลเวลาด้วย ท่านก็อย่ามั่นใจตัวเองนัก เพราะความเชื่อมั่นนี่แหละ สมัยก่อนถึงได้แพ้ข้ายับเยินไม่ใช่หรือ”
0000000000000
พระพันปีเฮคยองกล่าวกับพระมเหสีโยอึยว่า
“ได้ยินว่าเจ้ายังมาที่ตำหนักเพื่อขอพบข้าทุกวัน บอกแล้วว่าถ้าไม่อนุญาต ไม่ต้องมาที่นี่อีกไง แล้วจะเสียเวลาทำไมอีก”
“เสด็จแม่ทรงอภัยด้วยเพคะ”
” เจ้าจะคิดยังไงก็ช่าง ตอนนี้คนที่มาอยู่กับฝ่าบาทคือสนมวอนพิน ข้าจึงอยากให้เจ้าทำใจ ยอมรับนางซักนิด ที่ข้าให้เจ้ามาพบ ก็เพื่อจะคุยเรื่องนี้นี่แหละ”
“ทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันจะทำตามรับสั่ง”
“เดี๋ยวซักพักนางจะมาพบข้า เจ้าจะได้ทำความรู้จักและพูดคุยกับนางหน่อย หรือไม่ก็ ให้โอวาทแก่นางเพื่อจะได้อุ่นใจขึ้น”
“ทราบแล้วเพคะ”
สักพักสนมวอนพินก็มาเข้าเฝ้าพระพันปีเฮคยอง ทรงถามว่า
“ชาวบ้านดูจากปริมาณน้ำฝน กะเกณฑ์การเก็บเกี่ยวในแต่ละปีจริงหรือจ๊ะ”
” จริงเพคะ ช่วงฤดูใบไม้ผลิจะวางตุ่มไว้ใต้ดิน ดูว่ารับน้ำฝนแค่ไหนเป็นสิ่งบอกการเก็บเกี่ยวในปีนั้น ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงให้ฝังตุ่มที่ท้ายตำหนักบ้าง คาดการณ์ว่าปีนี้ น่าจะเก็บเกี่ยวได้มากเพคะ”
“จริงหรือ งั้นก็ช่างเป็นข่าวดีแท้ เพราะมีเจ้าเข้ามา ทำให้ข้าได้รู้ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จะได้วางใจหน่อย”
พระมเหสีโยอึยรับสั่งว่า “หม่อมฉันก็คิดเหมือนเสด็จแม่เพคะ”
“ขอบพระทัยเพคะ”
” เห็นพวกเจ้าคุยกันถูกคอ ข้าค่อยรู้สึกเบาใจหน่อย วอนพินเป็นสนมใหม่ ยังไม่ค่อยรู้อะไรในวัง ชุนจอนต้องคอยชี้แนะ และสองคนก็ต้องรักใคร่ปรองดองด้วยนะ”
“หม่อมฉันเป็นผู้น้อย จะขอเชื่อฟังพระมเหสีทุกอย่างเพคะ” สนมวอนพินกล่าว
พระ มเหสีโยอึยตรัสว่า “เจ้ารู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนก็ดีแล้ว แต่ว่า ตอนนี้คงไม่มีอะไรสำคัญยิ่งกว่าการมีทายาทให้ฝ่าบาท หน้าที่นี้คงต้องหวังพึ่งเจ้าล่ะนะ”
“วอนพิน ทำไมจู่ๆ ไม่พูดซะล่ะ”
“เอ่อ หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า หม่อมฉันก็หวังอย่างงั้นเพคะ แต่ว่า ในสายตาของฝ่าบาท รู้สึกหม่อมฉันยังมีข้อบกพร่องหลายอย่าง”
“พูดแบบนี้หมายความว่าไงน่ะ” สนมวอนพินอึ้งไป ก่อนจะทูลความจริงเรื่องที่พระเจ้าจองโจไม่ได้เสด็จมาในคืนวันส่งตัว
พระมเหสีโยอึยทรงเรียกสนมวอนพินมาคุยตามลำพัง
“ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จไปหาเจ้า ทำไมไปทูลฟ้องเสด็จแม่อย่างงั้น ทำแบบนี้ จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้รู้หรือเปล่า”
“ทรงอภัยเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่ เห็นเสด็จแม่รับสั่งถามถึง ก็เลยทูลไปตามความจริงเท่านั้นเพคะ”
“การมาอยู่ในวัง อันดับแรกคือระวังคำพูด อย่าได้หลุดปากง่ายๆ ตอนนี้เจ้าก็เป็นสนมแล้ว แค่นี้ยังไม่รู้จักคิดอีกหรือ”
“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”
” เรื่องวันนี้ ข้าจะถือว่าเจ้าไม่รู้ธรรมเนียมและเป็นความผิดครั้งแรก จะยกโทษให้ก่อน แต่ว่า เพื่อไม่ให้ทำผิดซ้ำอีก ต่อไปให้ระวังการพูดจาหน่อยนะ”
“หม่อมฉันจะจำไว้เพคะ”
ลีชองฉีกกระดาษทิ้งพลางบ่นไม่หยุด ช่างเขียนตั๊กถามก็ไม่ตอบ ช่างเขียนตั๊กจึงไปถามซองซงยอนว่าลีชองเป็นอะไร
“ไม่รู้สิคะ”
” สงสัยว่า จะเสียใจเพราะไม่ได้เป็นจิตรกรเอก เลยคิดมากจนเพี้ยน โบราณถึงว่า คนที่ปล่อยให้กิเลสครอบงำความคิด สุดท้ายก็จะเป็นแบบนี้ เฮ่ย”
หลังจากไม่มีใครแล้ว ซองซงยอนก็เข้าไปหาลีชอง
“ช่างเขียนลี ขอโทษด้วยนะคะ”
“หา ขอโทษเรื่องอะไรน่ะ”
“เพราะข้าทำให้ท่าน พลาดจากการเป็นช่างเขียนประจำพระองค์ในปีนี้”
” ไม่หรอก ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวเลย ซงยอน ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ หึ ข้ามันไม่เอาไหน เสียชาติเกิดแท้ๆ รูปที่เคยเขียนก็เหมือนเป็นเศษขยะ หาความภูมิใจไม่ได้ซักนิด มีแต่เสียเวลาและเปลืองพลังงาน แล้วจะอยู่เพื่ออะไรอีก ชีวิตข้ายังมีความหมายอะไร เจ้าช่วยบอกหน่อยซิ หึ ซงยอน”
“เอ่อ ว่าไงคะ”
“ฮือๆๆ ซงยอน ซงยอน”
“เอ่อ ช่างเขียนลี” ลีชองเอาแต่ร้องไห้
หลังจากเวลานั้น ลีชองก็ไปพบกับช่างเขียนชางฮงพุก เพื่อขอให้เขารับเป็นลูกศิษย์
“ลูกศิษย์หรือ”
“ใช่ครับ ฮือ”
“ทำไมข้าต้องรับเจ้าเป็นลูกศิษย์ ข้าไม่มีอะไรจะสอนเจ้า รีบกลับไปซะ”
“ฮือ อาจารย์ ถ้าท่านไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์ ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะอยู่นี่จนวันตาย”
“เอางั้นเลยเรอะ ตามใจเจ้าสิ”
“หา ฮือ อาจารย์ๆ”
“ปล่อยข้าเร็วๆ กางเกงจะหลุดแล้ว”
“ไม่ปล่อย ยังไงก็ไม่ปล่อย”
“ไม่ปล่อยหรือ”
ช่างเขียนชางฮงพุกผลักลีชอง แต่ลีชองก็ยังคงเฝ้าติดตามเขาไม่ห่างจนเช้า
“ตอนเช้าไก่ยังไม่ทันขัน ก็ได้ยินเสียงโขกของเจ้า ทำให้ข้านอนต่อไม่ได้อีก ไหนลองบอกซิ อยากเรียนอะไรจากข้า”
“หึ ข้าเห็นงานของท่าน เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งเสรีภาพ ได้โปรด ช่วยข้าปลดปล่อย ความอัดอั้นที่อยู่ในใจด้วยเถอะ”
“ลุกขึ้นก่อน”
“หา เอ่อ โอย หึ”
“ถ้าอยากเป็นศิษย์ข้าต้องเสียสละหลายอย่าง เจ้าจะทำได้ไหม”
“อาจารย์ เชิญสั่งมาเถอะครับ ไม่ว่าให้เสียสละอะไร ข้าเสียได้หมด หึ”
“งั้นตามข้ามา”
“เดี๋ยว ท่าน จะไปไหนหรือครับ”
“ไปชะล้างคราบกิเลสที่เกาะตามเนื้อตัวเจ้าให้หมดก่อน”
“หา ชะล้าง คราบกิเลสติดตัว ข้ามีด้วยหรือ”
“คิดอะไรอยู่ ตามมาสิ”
“เอ่อ ครับ อาจารย์ หึ”
0000000000000000000
การ ประชุมวันนื้ นัมซาโชเฝ้าดักรอบอกฮงกุกยองว่าไม่ต้องเข้า เป็นคำสั่งจากพระเจ้าจองโจ สร้างความแปลกใจให้เขามาก รวมทั้งแชจีคยอมเองก็ไม่เข้าใจ
ทางด้านปาร์คยองมุนก็ติดต่อลีชองไม่ได้
“นี่มันหมายความว่าไง ติดต่อช่างเขียนลีไม่ได้หรือ”
ช่างเขียนตั๊กตอบว่า “ที่บ้านก็ไม่มีใครรู้ข่าว หายเงียบไปหลายวันนครับ”
ปาร์คยองมุนตกใจ ใต้เท้าคังกล่าวว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”
“อย่าคิดมากเลย รออีกซักพักเถอะ”
“อ้อ ถ้าอย่างงั้นงานที่ช่างเขียนลีทำค้างไว้ ก็ให้ช่างเขียนตั๊กรับผิดชอบแทน จะให้คนงานช่วยกี่คนก็ได้นะ”
“เอ่อ ครับใต้เท้า” ช่างเขียนตั๊กรับมา
“เข้าไปเถอะครับ”
สนมวอนพินให้แชซังกุงมาตามซองซงยอนที่ศูนย์ศิลปะไปเข้าพบ
“เชิญนั่งลง”
“เพคะพระสนม”
” เหมือนที่เขาว่า หน้าตาดีจริงๆ เจ้าอาจไม่เคยรู้จักข้า แต่ข้าได้ยินเรื่องราวของเจ้ามานาน และรวมถึง เรื่องน่าตลกบางอย่างด้วย ได้ยินว่าพระมเหสี อยากให้เจ้าเป็นพระสนม เป็นความจริงหรือเปล่า”
“เอ่อ พระสนม นั่นเป็นเพราะ”
“ทำไม ไม่สะดวกจะพูดกับข้าหรือไง”
“เอ่อ พระสนม”
” ที่สำคัญ ยังได้ยินอีกว่าวันแรกที่ข้าเข้าวัง ฝ่าบาทเสด็จไปหาเจ้า ไหนบอกซิว่า เป็นความจริงหรือเปล่า ที่ข้าเข้าวังมา ไม่ใช่เพื่อเป็นตัวตลกให้ใครต่อใครพากันนินทาหรอกนะ แต่แล้ว ข้ายังไม่ทันทำอะไร ก็ต้องเสื่อมเสียเพราะผู้หญิงอย่างเจ้า ไม่ว่าจะไปไหน ก็เห็นคนนินทาและมองข้าด้วยสายตาแปลกๆ เพราะฉะนั้น ข้าเลยต้องสืบว่าเจ้าเป็นใครกันแน่ ถ้าเจ้าไม่คิดลบหลู่ข้าจริง ก็ขอให้พูดความจริงกับข้ามา เข้าใจหรือเปล่า”
“เอ่อ” ซองซงยอนอึกอัก
พระมเหสีโยอึยเข้ามา “เจ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ”
“พระมเหสี หึ”
ซองซงยอนคำนับ “พระมเหสี”
“ซงยอน เจ้ากลับไปก่อน”
“พระมเหสี”
“ข้าบอกให้กลับไปก่อนไง”
“ทราบแล้วเพคะ” ซองซงยอนออกไป พระมเหสีโยอึยรับสั่งกับสนมวอนพินว่า
“ผู้หญิงคนนี้ ทำไมมาอยู่ตำหนักของเจ้าได้”
“พระมเหสี”
“ข้าถามว่าทำไมนางมาอยู่ตำหนักของเจ้า”
“ทรงอภัยเพคะ หม่อมฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมพระมเหสีต้องทรงกริ้วขนาดนี้”
“อะไรนะ”
” พระมเหสีก็ทรงทราบ เกี่ยวกับข่าวลือของนางและฝ่าบาทไม่ใช่หรือเพคะ หม่อมฉันแค่อยากรู้ว่าเป็นความจริงหรือเปล่า เมื่อมาเป็นสนม หม่อมฉันก็มีสิทธิ์จะรู้ว่า”
“ข้าไม่อยากฟัง เจ้ากำลังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ อยู่”
“พระมเหสี”
“ไม่ว่าจะคิดยังไง สิ่งที่เจ้าทำก็เพราะความริษยา”
“ไม่จริงเพคะ หม่อมฉันไม่เคยคิด ทรงเข้าพระทัยผิดแล้ว”
“ไม่นึกว่าเจ้าจะเป็นคนแบบนี้ ข้าอุตส่าห์เอายาบำรุงมาให้ เห็นทีจะไม่ได้การ วันนี้ ข้าต้องลงโทษเจ้าหน่อยแล้ว”
“ฮือ พระมเหสี”
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ ให้เอาหนังสือ “บัญญัติฝ่ายใน” ไปพบข้า ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้รับการอบรมที่ดี ข้าจึงต้องสอนด้วยตัวเอง เข้าใจมั้ย”
พระมเหสีโยอึยเสด็จออกมาพบกับฮงกุกยอง
“พระมเหสี”
“ท่านขัดคำสั่งข้ายอมให้น้องสาวมาเป็นสนม ข้ายังนึกว่านางจะเป็นกุลสตรี ที่ไหนได้ สงสัยข้าจะคิดผิดซะแล้ว”
ฮงกุกยองเข้ามาพบสนมวอนพิน
“พระสนม”
” ข้าไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดกันแน่ พี่ใหญ่ ฮือ เพราะเห็นว่ามีข่าวลือเลยอยากถามให้รู้ความจริง แค่นี้ก็เป็นความผิดที่ไม่อาจให้อภัยเชียวหรือ ฮือ ถึงขนาดให้เอาบัญญัติฝ่ายในไปเข้าเฝ้า ทำไมนางทำกับข้าแบบนี้คะ เพียงแค่ให้คนงานมาพบ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรซักหน่อย แค่นี้ก็ต้องให้ข้าอับอายด้วยหรือ”
“พระสนม”
“ฮือ คนที่หึงหวงไม่ใช่ข้า แต่เป็นพระมเหสี นางไม่ชอบให้ข้าเป็นสนมของฝ่าบาทถึงได้คอยหาเรื่องอยู่เรื่อย ฮือ ฮือๆๆ ฮือๆๆ”
ฮงกุกยองพยายามขอเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจจนในที่สุดแชจีคยอมก็ช่วยพูดจนทำให้เขาได้เข้าเฝ้า
“นั่งสิ ว่าไง มีอะไรจะมาพูดกับข้าใช่ไหม”
“หม่อมฉันขอบังอาจทูลถาม ทำไมถึงให้หม่อมฉัน ออกจากท้องพระโรงพ่ะย่ะค่ะ ทำไมไม่ให้หม่อมฉัน เข้าร่วมการประชุมด้วย”
“ท่านไม่รู้หรือว่าทำไมข้าถึงทำแบบนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันไม่เข้าใจจริงๆ”
“ที่หลายวันนี้ ข้าสั่งห้ามไม่ให้ท่านเข้าประชุม ไม่ใช่เป็นการลงโทษ แต่ทำเพื่อปกป้องท่านต่างหาก ยังไม่เข้าใจอีกหรือ”
“ฝ่าบาท”
” เพราะก่อนหน้านี้ ไปค้นตัวพวกขุนนางหัวเก่า ทำให้พวกเขาเกิดความไม่พอใจ ที่จริงเรื่องแบบนี้ จะว่าถูกก็ถูก ว่าผิดก็ผิดได้เหมือนกัน แต่หลังจากนั้น กลับกลายเป็นว่า พอค้นตัวเสร็จ ท่านก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านี้อีก ซึ่งถ้าให้ท่านเข้าประชุม พวกขุนนางเก่าที่ไม่พอใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต้องพากันประท้วงแน่ ข้าเพียงแต่ ไม่อยากให้ท่านเป็นเป้าโจมตีสำหรับพวกเขา เลยให้หลบไปก่อน”
“อ้อ” ฮงกุกยองเข้าใจ
“เป็นไงล่ะ หลังจากฟังแล้ว เหตุผลที่ข้าไม่ให้เข้าประชุม พอจะรับได้ไหม”
” หึ ฮือ ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ฮือ หม่อมฉัน ไม่เข้าใจถึงความหวังดีของฝ่าบาท ยังแสดงกิริยาลบหลู่เบื้องสูง ช่างเป็นความโง่สิ้นดี ขอฝ่าบาททรงอภัย ให้กับความโง่เขลาของหม่อมฉันด้วยเถอะ”
“ไม่เป็นไร ที่จริงข้าน่าจะบอกก่อน ท่านจะได้ไม่เกิดความน้อยใจ แต่คิดว่าคนฉลาดอย่างท่าน น่าจะรู้เจตนาที่แท้จริงของข้า เพราะข้าไม่ทันคิดรอบคอบ เชิญลุกขึ้นเถอะ”
“ฝ่าบาท”
“เร็วสิ ไหนๆ พูดถึงขนาดนี้แล้ว ขอเพิ่มอีกหน่อยเถอะ ท่านน่ะ เป็นคนสนิทที่ข้าไว้ใจที่สุด ถึงบางครั้งไม่พูดอะไร ก็หวังว่าท่านจะรู้ใจข้าดี เพราะความที่เป็นห่วง เลยไม่อยากให้ท่านตกเป็นข้อครหาของคนอื่น ไม่ว่าทำอะไรก็ขอให้ซื่อสัตย์และเปิดเผย เป็นที่ยกย่องของราษฎรมากกว่าข้าซะอีก”
“ฝ่าบาท”
“ตอนนี้ไม่เพียง เหล่าขุนนาง แม้แต่ชาวบ้านข้างนอกก็จับตาดูท่านอยู่ ถ้าจะให้เป็นที่นับถือ ก็ต้องวางตัวให้ดี ทำอะไรรอบคอบเข้าไว้ เข้าใจหรือเปล่า”
“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉัน จะไม่ลืมรับสั่งของฝ่าบาทเลย”
” งั้นก็ดีแล้ว แต่พูดก็พูด หลายวันนี้ข้าตั้งใจจะให้ท่านพักผ่อน ท่านก็ยังดึงดันจะมาอีก ไหนๆ มาแล้ว ข้าก็อดไม่ไหวจะให้ทำงานต่อ หึๆๆ อ้า เอานี่ไปดู”
“นี่คืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องสำคัญที่จะให้ประกาศในเดือนหน้า”
“เอ่อ ฝ่า ฝ่าบาท นี่คือ ราชโองการให้เลิกระบบทาสในโชซอนหรือพ่ะย่ะค่ะ”
” ใช่ หลังจากบ้านเมืองสงบแล้ว ข้าคิดว่า จะให้มีการเลิกทาสอย่างจริงจังซะที ทุกวันนี้ข้างนอก มีทาสมากมายที่ทนกดขี่ไม่ไหว ยอมหนีไปตายดาบหน้า ที่สำคัญ ชนชั้นสูงนอกจากจะกดขี่พวกเขาแล้ว ยังไปรีดไถถึงญาติพี่น้องของทาสอีก แล้วข้าจะอยู่เฉยได้ยังไง”
“เอ่อ ฝ่าบาท”
” ด้วยเหตุนี้ ไม่เพียงจะให้เลิกระบบค้าทาส ยังจะให้มีการปลดแอก เลื่อนฐานะให้เป็นพลเมืองทั่วไป เมื่อเราออกเป็นกฎ ฐานะก็จะมีการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะไม่ถูกกดขี่ราวกับไม่ใช่คนอีก จากนั้น บ้านเมืองถึงจะเจริญได้”
“เอ่อ แต่ว่า ทาสเป็นสมบัติของชนชั้นสูง พวกเขาคงไม่ยอมรับเรื่องแบบนี้ง่ายๆ”
” สิ่งที่เราทำ เคยมีอะไรที่ง่ายหรือเปล่า ถ้ามัวแต่กลัวโน่นกลัวนี่ ชาตินี้คงไม่ต้องริเริ่มอะไรซักอย่างแล้วมั้ง ชาวบ้านที่น่าสงสาร เกิดมาพร้อมกับพันธนาการของระบบชนชั้น พวกเขาก็มีสิทธิ์ได้รับการดูแลจากทางการ”
ทางด้านมินจูซีก็เปล่าหูพวกขุนนางว่า
“ได้ข่าวว่ามีงานหลายอย่างที่พวกลูกอนุฯ ไม่อาจสะสางได้ เป็นความจริงหรือเปล่า”
” พูดแล้วก็น่าโมโห พวกเขาพยายามจะก้าวก่ายทุกเรื่อง เพราะถือว่ามีฝ่าบาทให้ท้ายเลยยิ่งฮึกเหิมได้ใจ เห็นแล้วก็รู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด”
“นั่นยังไม่เท่าไหร่ เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น พวกท่านก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือ ไม่เพียงแต่ให้ลูกอนุฯ เข้ามา ฝ่าบาทยังจะใช้วิธีอื่นมาจำกัดอำนาจของพวกเราด้วย”
“ถ้าอย่างงั้น เราจะทำไงดีล่ะ”
” พวกที่ไม่เจียมตัว เราต้องสั่งสอนให้รู้ซะบ้าง ว่านี่เป็นรากฐานที่พวกเราสร้างมาอย่างยากเย็น ก่อนที่พวกมันจะปีกกล้าขาแข็งกว่านี้ เราต้องถอนรากถอนโคนให้หมด หึ”
ซอง ซงยอนพาโชบีมาเก็บงานสีในวัง แต่โชบีลืมเอาผงทองมาจึงต้องออกไปขอที่หอศิลปะในวัง พระเจ้าจองโจทรงเสด็จมาทอดพระเนตร ซึ่งมีเพียงซองซงยอนอยู่ลำพัง
“ไม่กี่วัน เจ้าก็ลงสีเสร็จแล้วหรือ” พระเจ้าจองโจตรัส
“เอ่อ เพคะ ถ้าไม่มีอะไรขัดข้อง คิดว่าน่าจะเสร็จวันนี้ แล้วเดือนหน้า ก็จะถวายพระรูปให้ทอดพระเนตรได้”
” งั้นหรือ ไม่รู้เพราะข้าหรือเปล่า ทำให้เจ้าอยากทำงานให้เสร็จเร็วๆ ไม่มีอะไรหรอก เห็นเสร็จเร็วกว่าที่คิดเลยถามไปอย่างงั้น เพราะต้องมาเข้าวังบ่อยๆ ทำให้รู้สึกอึดอัดใช่ไหม”
“เอ่อ หม่อมฉันไม่เคยคิดอย่างงั้นเพคะ”
” ถ้าหาก เป็นเพราะเรื่องวันก่อน ทำให้เจ้าเสียสมาธิละก้อ ขอบอกว่าไม่ต้องใส่ใจหรอกนะ เมื่อข้ารู้สิ่งที่เจ้าต้องการ เราก็จะ ถือว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนเหมือนเดิม และหวังว่า เจ้าจะคิดอย่างงั้นกับข้าด้วย”
จากนั้นทรงให้ซองซงยอนเขียนภาพพระองค์
พระพันปีเฮคยองทรงมาเฝ้าพระเจ้าจองโจด้วยเรื่องของสนมวอนพิน
” ฝ่าบาท ทำไมเจ้าถึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลายวันนี้แทบไม่ไปหา สนมวอนพินที่ตำหนักเลย ที่เรามีสนมเพื่ออะไร เจ้ายังไม่รู้เหตุผลอีกหรือ หึ และเท่าที่ข้ารู้ ยังมีเรื่องเหลวไหลกว่านั้นอีก คืนส่งตัว เจ้าไม่ไปหาสนมวอนพิน แต่กลับไปศูนย์ศิลปะ”
“เสด็จแม่ หม่อมฉัน รู้ว่าเสด็จแม่จะรับสั่งอะไรต่อไป แต่ขอให้หยุดก่อน หม่อมฉันให้สัญญา ต่อไปจะไม่ทำอะไรให้เสด็จแม่ทรงเป็นห่วงอีก ขอทรงวางพระทัยได้ คืนนี้หม่อมฉัน จะไปหาสนมวอนพินที่ตำหนัก มันเป็นสิ่งที่ หม่อมฉันจำเป็นต้องทำในฐานะพระราชา หม่อมฉันก็รู้ เพราะฉะนั้น ขอทรงเห็นใจ และอย่ารับสั่งอะไรกับหม่อมฉันอีกได้ไหม”

จบตอนที่ 52

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 51



ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 51

เทซูและพวกพากันจับตาดูความ เคลื่อนไหวของชางแทวู เทซูพบว่าก่อนหน้านี้พระเจ้าจองโจทรงมีภารกิจพิเศษให้ตนนำจดหมายลับไปมอบให้ ใต้เท้าท่านหนึ่ง แต่วันนี้เมื่อได้พบกับชางแทวูก็เกิดความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้เทซูจึงกลับไปรายงานฮงกุกยอง
ฮงกุกยองนำความขึ้น ทูลพระเจ้าจองโจ พระเจ้าจองโจทรงเสด็จประพาสเพื่อสืบหาความจริง เมื่อพระเจ้าจองโจทรงเสด็จมาถึงหมู่บ้านที่ยากไร้แห่งหนึ่ง พระเจ้าจองโจทรงทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านล้มป่วยเป็นจำนวนมาก หมอหลวงซึ่งตามเสด็จมาด้วยนั้นทูลพระเจ้าจองโจว่าในเวลานี้มีโรคระบาดไปทั่ว ขอให้พระเจ้าจองโจทรงเสด็จกลับวังหลวงโดยเร็วที่สุด
คนในหอศิลป์ต่างพากันเป็นโรคระบาด ดูเหมือนว่าชางแทวูก็เป็นโรคระบาดเช่นเดียวกัน
แชจีคยอมทูลรายงานพระเจ้าจองโจว่า
“จากรายงานของกรมอาญา ปัญหาโจรผู้ร้าย ค่อยๆ ลดลงไปมากพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นความจริงหรือนี่”
“จริงพ่ะย่ะค่ะ โรคระบาดก็สามารถควบคุม บวกกับเมืองหลวงเข้าสู่ภาวะปกติ ฝ่าบาทคงจะวางพระทัยได้แล้ว”
พระเจ้าจองโจทรงรับฟัง “หึ”
นัม ซาโชทูลต่อว่า “ยังมีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ เกี่ยวกับการทำงานของคนที่หอตำรา ได้ผลดีกว่าที่คิดไว้ ไม่เพียงสะสางงานของสามกรมใหญ่ แม้แต่เรื่องที่สั่งสมมาก็จัดการได้อย่างเรียบร้อย จนคนที่ทำงานอยู่เดิมต้องมาขอคำแนะนำด้วยซ้ำ”
“ใช่ ความขยันของพวกเขา จะเป็นแบบอย่างให้ขุนนางที่ทำงานเช้าชามเย็นชามได้เกิดความละอายบ้าง”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
” แต่ว่าฝ่าบาท แล้วขุนนางเก่าที่ถูกพักงาน จะทรงทำไงกับพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ หรือว่า จะทรงอนุมัติการลาออกของพวกเขาจริงๆ ได้ข่าวว่ามีบางคนเริ่มเปลี่ยนใจที่จะกลับมา หม่อมฉันเห็นว่า ถ้าไงทรงอนุโลม”
“เรื่องนี้ ข้ามีวิธีจัดการอยู่แล้ว”
“ฝ่าบาท ทำไงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“โบราณว่าหลังฝนตก ผืนดินจะยิ่งผนึกเหนียวแน่น ตอนนี้มรสุมผ่านแล้ว ในราชสำนัก จะมีแต่คนที่ซื่อสัตย์จริง ถึงสามารถอยู่ต่อได้”
มีเหล่าขุนนางไปหาฮงกุกยองที่บ้าน ทำให้เขาเข้าวังช้า แชจีคยอมจึงเตือนเขาว่า
” ตอนนี้เจ้าอายุยังน้อย ไม่แปลกที่ยังมีกิเลสครอบงำ แต่ต้องระวังตัวให้มาก พริบตามันจะหมดทุกอย่าง เจ้าเป็นคนที่ฝ่าบาท ทรงไว้วางพระทัยมากที่สุด ยิ่งเป็นเวลานี้ ก็ยิ่งต้องระวังคนรอบข้างจะมาหวังอะไรหรือเปล่า”
“ขอบ คุณมาก ข้าจะจำใส่ใจไว้ แต่ว่า ท่านไม่ต้องเป็นห่วงแทน ข้ารู้ว่าสิ่งที่ท่านกังวลคือความโลภของข้าจะทำให้ฝ่าบาทเสื่อมเสีย ซึ่งถ้าข้าเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงจริง คงไม่ติดตามฝ่าบาทมาถึงวันนี้หรอก”
“ใต้เท้าฮง”
” ไม่เชื่อก็คอยดู ความจงรักภักดีของข้าจะไม่มีวันเปลี่ยน สิ่งที่ข้าทำทุกอย่างก็เพื่อรากฐานของฝ่าบาท อีกไม่นานท่านจะเข้าใจความหมาย หมดเรื่องแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะครับ”
แชซกจูกับเหล่าขุนนางคิดหาวิธีกลับเข้ามาทำงาน ถึงขนาดคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าจองโจ
” ทรงอภัยให้กับความโง่เขลาของเราด้วยพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่พวกเราทำ ล้วนเป็นเพราะความห่วงใยที่มีต่อบ้านเมืองและราชสำนัก โดยไม่มีเจตนาคิดขัดพระบัญชาเลยแม้แต่น้อย ขอทรงพิจารณาด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ” แชซกจูทูล
“นั่นสิ ในเมื่ออยากให้ข้าพิจารณา ก็ไม่ควรทิ้งงานและขัดคำสั่งเมื่อเรียกให้มาพบอีก ตอนนี้สำนึกได้ก็สายไปแล้ว หรือท่านว่าไง”
“ฝ่าบาท”


” ที่สำคัญอีกอย่าง ถ้าพวกท่านสำนึกผิดจริงและอยากให้ข้ายกโทษ วันนี้ที่มาพบ ก็ควรเป็นผู้นำอีกคน ที่บงการให้พวกท่านทำโน่นทำนี่ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมที่มา ไม่เห็นเงาใต้เท้าชางแทวู มาคุยกับข้าบ้างล่ะ”
“เอ่อ แต่ว่าฝ่าบาท นั่นเป็นเพราะ”
” ข้าเคยเห็นแก่ส่วนรวมจนอ่อนข้อให้พวกท่าน อุตส่าห์ออกจากวังไปพบใต้เท้าชางถึงบ้าน คิดดูซิ ขนาดพระราชายังลดตัวได้ แล้วขุนนาง จะไม่ยอมอ่อนข้อให้พระราชาบ้างหรือ”
แชซกจูไปขอร้องให้ชางแทวูไปขออภัยโทษต่อพระเจ้าจองโจ แต่คนสนิทของชางแทวูไม่ยอม
พระ มเหสีโยอึยทรงพยายามเกลี้ยกล่อมให้พระพันปีเฮคยองรับซองซงยอนมาเป็นสนม แต่พระพันปีเฮคยองไม่ทรงยอม และบอกว่าไม่อยากได้ยินชื่อซองซงยอนด้วย
” ฐานะของนาง ไม่มีครอบครัวรองรับเป็นหลักเป็นฐาน ที่สำคัญ เรายังมีกฎว่าเด็กกำพร้าห้ามเข้าวัง อย่าว่าแต่เลือกสนมเลย ข้อมูลแค่นี้ยังไม่พอใช่ไหม หรือเจ้าอยากฟังคุณสมบัติที่ด้อยกว่าในแง่ไหนอีก”
“แต่ว่า เทียบกับเรื่องคุณสมบัติ เรายังต้องคำนึงถึงพระทัยของฝ่าบาทบ้าง ฝ่าบาททรงโปรดปรานนาง เสด็จแม่ก็ทรงทราบดีไม่ใช่หรือเพคะ”
” ข้านึกว่าเจ้าน่าจะเข้าใจดี ว่าการเลือกสนมคราวนี้ จุดประสงค์เพื่อสร้างฐานอำนาจให้ฝ่าบาทมากกว่าเรื่องอื่น แสดงว่า ที่แล้วมาข้าคงดูเจ้าผิดไปซะแล้ว”
“เสด็จแม่เพคะ”
“ก่อนที่งานนี้จะเสร็จสิ้น เจ้าไม่ต้องมาพบข้าอีก และไม่ต้องมาคำนับทุกเช้าด้วย หมดเรื่องแล้วเชิญออกไปซะ”
“เสด็จแม่”
ปาร์คยองมุนเลือกซองซงยอนให้เป็นช่างเขียนส่วนพระองค์ของพระเจ้าจองโจ เข้าไปถวายการเขียนพระรูป ซองซงยอนถึงกับอึ้งไป
” ทุกวันนี้ฝ่าบาททรงปฏิรูปการปกครองหลายอย่าง เพื่อยกเลิกค่านิยมโบราณและความเหลื่อมล้ำ หากเจ้าไปแสดงฝีมือในฐานะช่างเขียนรุ่นใหม่ อีกหน่อยก็จะเป็นแบบอย่างให้คนอื่นด้วย”
“ขอบคุณใต้เท้ามากค่ะ”
” แต่ว่า ก่อนจะเสนอชื่อให้กรมพิธีการ ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า ทุกวันนี้ มีข่าวลือว่าเจ้าจะไปเป็นพระสนมในวัง เป็นความจริงหรือเปล่า ต้นตอข่าวลือมาจากไหน ข้าก็ไม่อยากรู้ แต่ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง เจ้าคงหมดสิทธิ์จะได้เป็นจิตรกรเอก เพราะฉะนั้น เลยอยากถามความเห็นของเจ้า ตกลงจะเลือกทางไหน เจ้าต้องคิดให้ดีล่ะ”
พระเจ้าจองโจรับสั่งให้นัมซาโชตามซองซงยอนมาเฝ้า
“สีหน้าเจ้าไม่ดีเลย ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่มีหรอกเพคะ เพียงแต่ หลายวันนี้ไม่ค่อยได้นอน ไม่ได้ป่วยตรงไหน ไม่ต้องทรงเป็นห่วงหรอกเพคะ”
“งั้นหรือ จริงๆ แล้ว หลายวันก่อนชุงจอน บอกข้าเกี่ยวกับเรื่องของเจ้า เรื่องนี้ เจ้าก็รู้อยู่ใช่ไหม”
“เอ่อ รู้เพคะ หลายวันก่อนพระมเหสี เสด็จไปที่ศูนย์ศิลปะ และมีรับสั่ง ถึงสิ่งที่พระนางทรงคิดเอาไว้”
” งั้นหรือ อย่างงี้นี่เอง แล้วหลังจากนั้น นางก็มาพูดกับข้าบ้าง ถ้าข้าจำเป็นต้องมีสนมจริงๆ คนๆ นั้น ก็น่าจะเป็นเพื่อนที่คอยปลอบประโลม และนางยังบอกว่า คนๆ นั้นน่าจะเป็นเจ้า ซงยอน ข้า อยากรู้ว่าในใจเจ้า มีความคิดยังไงแน่ ถ้าหาก ถ้าเราเป็นอย่างงั้นได้จริง”
พอดีแชจีคยอมเข้ามาขัดจังหวะบอกว่าชางแทวูมาเฝ้า พระเจ้าจองโจสั่งให้ซองซงยอนไปรอที่ห้องทำงาน แล้วพระองค์ก็ออกมาพบชางแทวู
” ท่านมาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก นึกว่าต้องรอนานกว่านี้ซะอีก เอาล่ะ ไหนๆ มาแล้วคงไม่ใช่นั่งเฉยๆ ท่านจะพูดอะไรกับข้าอีก ข้ากำลังรอฟังอยู่”
” พ่ะย่ะค่ะ งั้นหม่อมฉันจะขอทูลเดี๋ยวนี้ แต่สิ่งที่หม่อมฉันจะทูลฝ่าบาทนั้น ถ้าต่างจากที่ทรงคิดไว้ก็ขอทรงอภัยล่วงหน้า หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า ที่มานี่ไม่ใช่เพื่อขอให้ทรงอภัยโทษหรือสารภาพผิดใดๆ หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาททรงใช้มาตรการผิดพลาด มันคือความเผด็จการและลองผิดลองถูก ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การปกครองของโชซอน ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงไม่นึกเสียใจ ที่จะต่อต้านความแข็งกร้าวของฝ่าบาทเลย รู้อยู่ว่าเป็นเส้นทางที่ผิด หม่อมฉันเป็นขุนนางจะห่วงแต่เอาตัวรอด จนยอมละทิ้งศักดิ์ศรีได้ยังไง เพราะฉะนั้น ที่หม่อมฉันมาเข้าเฝ้า ก็เพื่อจะแสดงจุดยืนให้ชัดเจน”
“อย่างงั้นหรือ”


“เพราะฉะนั้น โปรดทรงลงอาญาที่หม่อมฉันขัดพระบัญชา ตามแต่จะเห็นควรด้วยเถอะ”
“ลงโทษท่านหรือ? ใช่ น่าลงโทษจริงๆ อ้า เอาไปดูเอง นี่คือคำสั่งที่รอให้ท่านมา แล้วมอบให้ท่าน”
ชา งแทวูอ่านแล้วอึ้งไป พระเจ้าจองโจทรงตรัสว่า “ท่านอ่านไม่ผิดหรอก เป็นคำสั่งให้ท่านกลับมาเป็นเสนาซ้ายอีกครั้ง ข้ารู้ว่าท่านได้เจียดทรัพย์สินของตัวเองไปช่วยเหลือชาวบ้าน แถมยังสั่งการ ให้ขุนนางอื่นช่วยกันบริจาค บรรเทาความเดือดร้อนไปบางส่วน แม้ว่าเราสองคนจะต่างความคิด แต่ข้าก็รู้ว่านอกจากเป็นที่นับหน้าถือตาแล้ว ท่านยังเป็นห่วงราษฎร ไม่ต่างกับตอนที่ยังรับราชการอยู่ และยังทำตัวเป็นแบบอย่าง ให้คนรุ่นหลังได้เจริญรอยตาม เพราะฉะนั้น จงรับคำสั่งจากข้า กลับมาทำงานใหม่เถอะนะ จากนั้น ข้าจะผ่อนผันให้ขุนนางอื่น ไม่ลงโทษสถานหนักฐานขัดคำสั่ง เป็นไงบ้าง ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการลงโทษที่พอเหมาะสมได้ไหม”
“จะทรงใช้พระคุณกับหม่อมฉันใช่ไหม”
“งั้นหรือ ท่านคิดอย่างงั้นหรือ ก็ตามใจ จะคิดอย่างงั้นก็ไม่ผิด”
” แม้ฝ่าบาทจะทรงเมตตา แต่จุดยืนของหม่อมฉันก็ไม่มีวันเปลี่ยน ถ้าให้หม่อมฉันกลับมาจริง ก็จะเหมือนอย่างตอนนี้ หม่อมฉันจะคัดค้านการใช้อำนาจเผด็จการของฝ่าบาท”
“ก็ทำไปสิ ที่ข้าต้องการจากท่านก็คือข้อนี้ วันก่อนข้าก็เคยบอกท่านแล้วว่า นโยบายปกครองของข้า ไม่ใช่มุ่งกำจัดคนที่เห็นต่าง ยอมรับคนที่เห็นตรงกัน แต่ต้องการความคิดที่หลากหลายไปสู่ทิศทางเดียวกัน ท่านบอกว่ามีจุดยืนก็ไม่เป็นไร ส่วนข้า ก็จะใช้นโยบายใหม่ของข้า เพราะฉะนั้น เมื่อท่านกลับมาทำงานใหม่ มีอะไรไม่พอใจก็เสนอมาได้เต็มที่ ถ้ามีเหตุผลพอ ข้าพร้อมจะรับฟังความคิดคนอื่น แต่ถ้าไม่ถูกต้อง ข้าก็จะสู้กับพวกท่าน ยืนกรานความคิดตัวเอง ข้าจะให้รู้ว่า ความเสมอภาคเท่าเทียม และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะทำให้บ้านเมืองเจริญได้”
ฮงกุกยองรู้เรื่องที่ชางแทวูจะได้เป็น เสนาบดีฝ่ายซ้ายก็ไม่เห็นด้วย รีบเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ ซึ่งพระเจ้าจองโจทรงทราบดีอยู่แล้ว ทรงตรัสว่า
“ข้าตั้งใจไว้แต่แรกอยู่แล้ว เพราะเขามีบารมีมากพอ สามารถควบคุมขุนนางทั้งหลายให้อยู่ในโอวาท”
” แต่ว่าฝ่าบาท ทำแบบนี้ไม่ถูกนะพ่ะย่ะค่ะ มาถึงขั้นนี้แล้ว น่าจะสลายขั้วอำนาจเก่าให้หมดไป แต่นี่ เท่ากับฝ่าบาททรงทำลายโอกาสทองแท้ๆ”
“ข้าเคยบอกเมื่อไหร่ว่า จะสลายขั้วอำนาจเก่าไม่ให้อยู่ในวังอีก”
“เอ่อ ฝ่าบาท”
” ถ้าท่านคิดอย่างงั้นจริง แสดงว่าเข้าใจความหมายผิดซะแล้ว เพราะแต่แรกมา ข้าก็ไม่เคยคิดอย่างงั้นเลย สิ่งที่ข้าทำ ไม่ใช่เพื่อกำจัดพวกเขา เพียงแต่คิดว่า จะดัดนิสัยไม่ให้เหลิงเกินไป แต่ข้าก็รู้ ถ้าให้พวกเขากลับมาเมื่อไหร่ ไม่ว่าทำอะไรก็จะถูกคัดค้านไปซะหมด แต่ปากบอกว่าจะใช้คนอย่างเท่าเทียม เอาเข้าจริงกลับมีแต่คนของเราเต็มไปหมด มันคงขัดกับนโยบายน่าดู และข้าก็ไม่ใช่ว่า อยากเป็นพระราชาที่ทำในสิ่งที่ตัวเองพอใจ”
“ฝ่าบาท”
“ข้าจะให้พวก เขาเปลี่ยนแนวคิด ใช้ความสามารถที่มีให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แม้ว่าอาจจะยากเย็น แต่เส้นทางของข้าก็มีอุปสรรคอยู่แล้ว ความคิดของข้าแบบนี้ ท่านน่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นจงอย่าพูดมาก ทำตามที่ข้าสั่งก็พอแล้ว”
จังหวะนั้นพระพันปีเฮคยองจะมาขอพบพระเจ้าจอง โจ แต่ซังกุงทูลว่าอยู่ที่ท้องพระโรง พระพันปีเฮคยองทรงเห็นว่าที่ห้องทำงานยังจุดไฟอยู่ก็ถามว่าทำไมห้องทำงานไม่ ดับไฟ ซังกุงอึกอักไม่กล้าทูล พระพันปีเฮคยองเข้าไปดูแล้วก็พบกับซองซงยอน
“เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่”
“เอ่อ คือ พระพันปี”


“นี่เป็นห้องทำงานของฝ่าบาท และที่ๆ เจ้านั่งก็เป็นเก้าอี้ของพระราชา เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาวางมาดอยู่ในห้องนี้น่ะ”
“เอ่อ พระพันปี ทรงอภัยด้วยเพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันไม่รู้ว่านั่งไม่ได้”
“หุบปาก”
“พระพันปี”
“ลากตัวผู้หญิงคนนี้ออกไปข้างนอก”
“พระพันปีๆ”
“ไม่ได้ยินหรือไง ข้าบอกให้ลากตัวออกไป” ซังกุงรีบรับคำทันที
” พระพันปี อภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ พระพันปี ทรงฟังหม่อมฉันก่อน หม่อมฉันสำนึกผิดแล้ว อย่าทรงทำอะไรหม่อมฉันเลยเพคะ พระพันปี ทรงอภัยด้วย หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ พระพันปี”
“เฮ่ย ช่างไม่รู้กาลเทศะจริงๆ เจ้ากล้าตีตนเสมอเบื้องสูง อยู่ในห้องทำงานของฝ่าบาทโดยพละการ ช่างไม่มีใครอบรมซะบ้าง มันน่าโมโหจริงๆ มิน่าล่ะ ถึงได้เสนอหน้ากับพระมเหสีและฝ่าบาทเพื่อหวังจะเข้าวังใช่ไหม”
ซองซงยอน เอาแต่ร้องไห้ “มิน่าพระมเหสีถึงได้ขัดคำสั่งข้าอยู่เรื่อย ทั้งที่นางว่านอนสอนง่ายมาตลอด กลับเห็นแก่ผู้หญิงอย่างเจ้า แม้จะขัดใจข้าก็ยังกล้าดึงดัน ข้าไม่สนว่าเจ้าจะใช้วิธีไหนประจบพระมเหสี แต่ยังไงจะไม่ให้เจ้าเข้าวังแน่นอน ฉะนั้นสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้จงฟังให้ดีด้วย”
หลังจากซองซงยอนกลับไปแล้ว พระเจ้าจองโจก็เสด็จมา ทรงทราบว่าพระพันปีเฮคยองรออยู่ข้างในก็แปลกพระทัย
“เสด็จแม่”
” มานั่งทางนี้สิจ๊ะ ถ้าจะมองหาเด็กคนนั้นละก้อ แม่ให้นางกลับไปนานแล้ว ดึกป่านนี้มีคนงานหญิงมารอเจ้าอยู่ในห้องทำงาน ถ้าใครรู้เข้าคงไม่งามแน่ แม่จึงให้นางกลับไปซะ มีธุระอะไรก็ให้นางในไปติดต่อละกัน นั่งก่อนสิฝ่าบาท ที่แม่มานี่เพราะมีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่”
“รู้แล้วใช่ไหมว่ามีประกาศคัดเลือกพระสนมติดอยู่ทั่วเมืองน่ะ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
” หลายวันนี้จึงมีชนชั้นสูงส่งประวัติลูกสาวเข้ามามากมาย แต่ใจจริงแล้ว แม่มีคนที่หมายตาไว้แต่แรก คราวนี้แม่คิดว่า จะให้น้องสาวฮงกุกยองมาเป็นสนมของเจ้า ฉะนั้น จึงอยากให้รับรู้ไว้ก่อน”
“น้องสาวใต้เท้าฮงหรือ เสด็จแม่ทรงหมายถึง”
“แม่รู้ว่าเจ้ากำลังเป็นห่วงเรื่องอะไร แต่แม่เชื่อว่าคนๆ นี้ แม้จะกลายเป็นญาติของเรา ก็คงไม่ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด”
“แต่ว่าเสด็จแม่ เขาเป็นคนสนิทของหม่อมฉัน ซึ่งใครๆ ก็รู้ แล้วให้มาเกี่ยวดองกับเรา หม่อมฉันเห็นว่าไม่เหมาะนะพ่ะย่ะค่ะ”
” ไม่เป็นไร อย่าคิดอย่างงั้นสิ เขามีความดีความชอบที่ช่วยให้เจ้าได้ครองบัลลังก์ ข้อนี้เจ้าคงไม่ปฏิเสธหรอกนะ แม้ว่าปัญหาที่เกิด ถือว่าโชคดีที่จบลงได้ แต่ความศรัทธาของราษฎรเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึง เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายซ้ำอีก เราต้องแสดงให้เห็นถึงความมีอำนาจของเจ้า และความเป็นหนึ่งเดียวของคนในราชสำนัก เพราะฉะนั้น เพื่อเห็นแก่บ้านเมืองและราชวงศ์ของเรา ขอให้เจ้าอย่าคิดเรื่องอื่น และงานนี้ ปล่อยให้แม่จัดการตามที่เห็นชอบเถอะนะ”
วันต่อมา ก่อนเข้าท้องพระโรง ฮงกุกยองก็จัดให้มีการตรวจค้นอย่างละเอียด รวมทั้งชางแทวูด้วย สร้างความไม่พอใจให้กับชางแทวูและคนสนิท จนเกือบมีเรื่อง ชางแทวูตัดบทก่อนว่า
“ไม่ต้องเถียงกับพวกเขา เจ้าก็คือคนที่ก่อตั้งหน่วยทหารพิเศษ ชื่อว่าฮงกุกยองใช่ไหม ภาษิตว่าสุนัขที่เลี้ยงนานๆ จะเดินกร่างเหมือนเจ้าของ น่าจะตรงกับเจ้านี่แหละ”
ฮงกุกยองอึ้ง “ใต้เท้า”



“ผ่านการเลือกสนมเมื่อไหร่ เจ้ายังได้ตีสนิทถึงฝ่ายในด้วยซ้ำ เห็นทีว่าอนาคตจะเป็นทรราชย์ซะกระมัง”
เหตุการณ์นี้ทำให้ฮงกุกยองนึกถึงวันที่พระมเหสีจองซุนมาพบเขา บอกว่ามีวิธีทำให้ชางแทวูกลับไปอยู่เมืองชางยอง
” สิบปีก่อน คนที่ทำให้เขาต้องระเห็จออกไปก็คือข้า เรื่องนี้เจ้าคงได้ยินมานานแล้วใช่ไหม ชางแทวูคนนี้ ไม่ใช่คนที่จะเล่นงานง่ายๆ ข้าให้เขาไปอยู่บ้านเดิมก็เพราะสาเหตุนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเจ้าเห็นแก่อนาคตของฝ่าบาทจริง ก็ต้องรีบหาวิธี กำจัดคนๆ นี้ให้พ้นทางซะ”
“พระหมื่นปีน่าจะยังไม่หายกริ้วหม่อมฉัน แล้วทำไมต้องมาช่วยหม่อมฉันอีก”
“ข้าทำเพื่ออะไร เจ้าน่าจะรู้ดี แต่ว่าข้าก็ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด ถือว่าเป็นความภักดี ที่จะตอบแทนพระเมตตาของฝ่าบาทละกัน”
” งั้นหม่อมฉันก็จะทูลว่า ขอปฏิเสธความหวังดี ถ้าใต้เท้าชาง อีกหน่อยจะเป็นขวากหนามของฝ่าบาทจริง หม่อมฉันย่อมมีวิธีกำจัดเขา โดยไม่ต้องรบกวนถึงพระหมื่นปี เพราะฉะนั้น โปรดอย่าเสนอเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพระหมื่นปีอีก”
“งั้นหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นก็ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้าต้องการแบบนี้ ข้าก็ไม่ฝืนใจ แต่ว่า เปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็มาหาได้ทุกเมื่อ ข้ายินดีต้อนรับเสมอ”
วัน ต่อมา พระเจ้าจองโจเสร็จจากประชุมก็พบว่าซองซงยอนคือช่างเขียนพระองค์ ทรงอึ้งไป และการเข้าวังครั้งนี้ซองซงยอนได้พบกับพระมเหสีโยอึยด้วย
“นี่แปลว่า เจ้ามาวันนี้เพื่อจะเขียนพระรูปหรอกหรือ”
“ใช่แล้วเพคะ”
“แต่ว่า ถ้าเจ้าได้เป็นพระสนมจริง”
” หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า นี่ก็คือ คำตอบที่หม่อมฉันจะมีให้พระมเหสีที่หลายวันก่อน เสด็จไปที่ศูนย์ฯ น่ะเพคะ พระมเหสีเคยถามหม่อมฉันว่า ถ้าได้เข้าวังจริง ก็ต้องออกจากศูนย์ศิลปะ แล้วหม่อมฉันจะยอมเช่นนั้นหรือเปล่า หลังจากที่ หม่อมฉันได้ฟังรับสั่งนี้แล้ว ก็กลับไปคิด ทบทวนอยู่หลายตลบ จนในที่สุด ถึงรู้ว่าที่ๆ เหมาะกับหม่อมฉัน คือศูนย์ศิลปะ และสิ่งที่หม่อมฉันต้องการ คือเป็นช่างเขียนรูป แค่นี้ก็พอแล้วเพคะ”
“ไม่จริง ข้าไม่เชื่อที่เจ้าพูด ความคิดของเจ้า ข้ารู้แก่ใจดี”
“เอ่อ พระมเหสี”
“เพราะอะไรกัน อะไรทำให้เจ้าตัดสินใจแบบนี้ บอกมาเร็วเข้า”
“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกเพคะ ที่ทูลไปทั้งหมด หม่อมฉันได้ผ่านการไตร่ตรองแล้ว”
“ซงยอน”
” ขอทรงอภัยด้วยเพคะ พระมเหสี เคยรับสั่งว่าถ้าหม่อมฉันเลือกทางนี้ ก็จะไม่ทรงฝืนใจเด็ดขาด เพราะฉะนั้น โปรดเห็นแก่ความชอบของหม่อมฉัน อย่าทรงรับสั่งถึงเรื่องนี้อีกเลยเพคะ”
ด้านเทซูรู้ว่าซองซงยอนจะเป็นช่างเขียนก็ถามว่าเพราะอะไรถึงได้ทำแบบนี้


” ทำแบบนี้ เจ้าจะไม่ได้ถูกเลือกเป็นสนมอีกรู้มั้ย ถ้าเลือกจะเป็นช่างเขียนจริง ฝ่าบาทก็ต้องทรงคิดว่า เจ้าอยากอยู่ศูนย์ศิลปะมากกว่าการเข้าวัง”
“เป็นอย่างงั้นจริงๆ”
“อะไรนะ”
“ข้าคงไม่เข้าวัง จะเขียนรูปต่อไป”
“ซงยอน”
“ไม่ผิดหรอก ข้าบอกแล้วว่า จะอยู่ศูนย์ศิลปะต่อไป”
” เพราะอะไร มีเหตุผลมั้ย เจ้ารอฝ่าบาทมานานไม่ใช่หรือ ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างพระองค์ เจ้าเคยบอกว่าเรื่องอื่นไม่สนใจทั้งนั้น ทำไมเจ้าถึงทำงานในศูนย์ศิลปะ ก็เพื่อหวังจะพบฝ่าบาท แม้แค่มองเห็นไกลๆ เจ้าก็ดีใจแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมกลายเป็นแบบนี้ล่ะ ฝ่าบาททรงรออยู่ แม้แต่พระมเหสีก็ช่วยเจ้า แล้วยังลังเลอะไร”
“แต่ข้าทำไม่ได้ เข้าใจหรือเปล่า ข้าไม่ควรเห็นแก่ตัว ข้า มีสิทธิ์อะไรไปถวายการรับใช้ ในเมื่อเป็นแค่คนงานต่ำต้อย จะเข้าวังได้ยังไง เพราะข้าคนเดียว อาจทำให้พระพันปี ทรงบาดหมางกับพระมเหสี แล้วหลังจากนั้น แม้แต่ฝ่าบาท ก็จะทรงมีปัญหาเพราะข้า ฮือ”
“ซงยอน ถ้าอย่างงั้น แล้วตัวเจ้าเองล่ะ คนอื่นจะเป็นไงก็ช่างเถอะ แล้วเจ้าล่ะ ต่อไปเจ้าจะอยู่ยังไง ในเมื่อออกมาก็ร้องไห้แล้ว ไม่ทันไรเจ้าก็เจ็บถึงขนาดนี้ ยังคิดว่าสามารถ จะเฝ้ามองฝ่าบาทจนชั่วชีวิตได้หรือ” ซองซงยอนตอบไม่ถูกเอาแต่ร้องไห้
ทางด้านนัมซาโชก็ทูลถามพระเจ้าจองโจว่า
” ฝ่าบาท หม่อมฉันขอบังอาจซักนิด ไม่ทราบว่าควรจะถามหรือไม่ หม่อมฉัน ได้ยินว่าพระมเหสี ทรงเห็นชอบที่จะให้ซงยอนมาเป็นพระสนมใหม่ ไม่ทราบว่าเรื่องนี้ จริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องนี้เป็นความจริง แต่ว่า สุดท้ายคงไม่ได้สมหวังแล้ว”
“เอ่อ สุดท้ายไม่ได้สมหวัง หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ฝ่าบาทรับสั่ง”
” เมื่อกี้ที่นางมารายงานตัว ท่านก็เห็นแล้วนี่ นี่ก็คือ คำตอบที่แน่ชัดจากนาง การที่นางทำแบบนี้ เพื่อจะบอกข้าว่าชาตินี้ นางจะไม่เข้าวัง ท่านรู้มั้ย บางครั้งข้าเคยคิด ว่าถ้าเลือกเกิดได้ ขอเป็นคนธรรมดาซักคนดีกว่า น่าจะมีความสุขมากกว่านี้ วันๆ ก็แค่ทำไร่ไถนา เลี้ยงครอบครัว อยู่ในบ้านหลังเล็กๆ กับคนที่ตัวเองรัก มีลูกมีหลาน วิ่งเล่นอย่างสนุก ดูแลกันและกันจนตาย เป็นสิ่งที่มนุษย์เรา แทบไม่หวังอะไรมากกว่านี้อีก ขอแค่นี้ก็พอ เป็นพระราชาจะมีความหมายอะไร นอกจากเป็น ผู้ชายที่ไม่เอาไหน ต้องอยู่อ้างว้างจนตาย”
“ฝ่าบาท”
งาน แต่งงานของดัลโฮกับมักซู มีชาวบ้านต่างมาแสดงความยินดี ขณะที่พระเจ้าจองโจก็ต้องทรงรับพระสนมวันนี้ แต่พระเจ้าจองโจกลับคิดถึงแต่ซองซงยอน

จบ ตอนที่ 51

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 50


ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 50

ที่ สนามสอบ พระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งถามฮงกุกยองว่าเหตุใดจึงไม่มีบัณฑิตเข้าสอบคัด เลือกเป็นขุนนาง ทันใดนั้นเอง ชางแทวูก็มาเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ ชางแทวูทักทายพระเจ้าจองโจโดยไม่ยำเกรงเบื้องสูงแม้แต่น้อย พระเจ้าจองโจทรงเชื้อเชิญชางแทวูไปที่ห้องพระอักษร
จากนั้นพระเจ้าจอง โจทรงมีรับสั่งถามชางแทวูถึงวัตถุประสงค์ที่มาเข้าเฝ้าพระองค์ ชางแทวูทูลพระเจ้าจองโจว่าต้องการเปลี่ยนแปลงพระราชาให้ถูกต้องตามธรรมนอง คลองธรรม เมื่อพระเจ้าจองโจทรงสดับเช่นนั้นแล้วก็ไม่ได้ทรงมีท่าทีที่หวาดกลัวชางแทวู แม้แต่น้อย
พระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งตอบกลับไปว่าไม่ว่าใครหรือสิ่งใดก็ ตามก็ไม่สามารถทำให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงพระทัยเดิมไปได้ ชางแทวูทูลพระราชาว่าตนมาเข้าเฝ้าในครั้งนี้นั้นใช่ว่าไม่ได้มีการเตรียมการ มาแต่อย่างใด ถ้าหากพระเจ้าจองโจทรงยังคงยืนยันตามพระราชประสงค์เดิม ตนก็จะงัดข้อกับพระเจ้าจองโจจนถึงที่สุด
อีกด้านหนึ่งนั้น ฮงกุกยองเผชิญหน้ากับคนของชางแทวู ดูเหมือนว่าคนของชางแทวูรู้ดีว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับฮงกุกยอง คนของชางแทวูพูดจาไม่เกรงอกเกรงใจฮงกุกยองแม้แต่น้อย
พระเจ้าจองโจทรง กลัดกลุ้มพระทัยด้วยปัญหาของแชซกจูและบรรดาขุนนางใหญ่ เมื่อพระมเหสีโยอึยทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น พระนางก็ทรงเสด็จไปที่หอศิลป์เพื่อพบกับซองซงยอน เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นในหอศิลป์ ก็ร่ำลือกันว่าซองซงยอนจะเข้าไปเป็นพระสนมในเร็ววันนี้ แต่ก็มีหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าหลังจากที่ซองซงยอนเข้าวังหลวงแล้วจะ ถูกกลั่นแกล้งสารพัด
เนื่องจากในวังหลวงกล่าวขานกันว่าพระมเหสีโยอึ ยซึ่งประทับอยู่ที่ตำหนักหลวงจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดบรรดานางสนม ถ้าหากเรื่องที่ซองซงยอนถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงเป็นความจริง ซองซงยอนจะต้องพบภัยพิบัติใหญ่หลวงอย่างแน่นอน ซงยอนก็เกิดความกลัดกลุ้มใจขึ้นมา
ขณะที่ปาร์กซายอง และเทซูกำลังดื่มเหล้าด้วยกันนั่นเองได้หยิบยกข่าวลือที่ซองซงยอนถูกเรียก ตัวเข้าวังหลวงขึ้นมาพูดคุยกัน เทซูซึ่งเดิมทีรู้สึกขุ่นข้องหมองใจอยู่แล้วนั้นรู้สึกว่าถูกทำร้ายจิตใจ เป็นอันมาก เนื่องจากเทซูตระหนัก ดีว่าซองซงยอนคิดอย่างไรกับพระเจ้าจองโจ แต่ตนก็ไม่กล้าเปิดเผยความในใจให้ซองซงยอนรู้ได้
ในเวลานี้เมื่อรู้ เรื่องที่ ซองซงยอนถูกเรียกตัวเข้าวังหลวง ยิ่งทำให้ความรักที่มีต่อซองซงยอน ยากที่จะหักห้ามใจต่อไปได้ ตกดึก ขณะที่ซองซงยอนเดินทางกลับบ้านหลังจากที่ได้ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจมาแล้ว นั้น ซองซงยอนพบว่าเทซูยืนรอนางอยู่
ซองซงยอนเปิดเผยความรู้สึกที่มี ต่อพระเจ้าจองโจให้เทซูรู้ ซองซงยอนยอมรับกับเทซูว่านางอยากเข้าวังหลวงเพื่อจะได้พบและได้ยินเสียงพระ เจ้าจองโจทุกวัน นางอยากอยู่เคียงข้างพระเจ้าจองโจเพื่อคลายความกลัดกลุ้มพระทัยให้พระองค์ ซองซงยอนพูดด้วยน้ำตาคลอว่าแต่นั่นก็เป็นเพียงความฝันเท่านั้น ความฝันที่ไม่สามารถเป็นความจริงขึ้นมาได้
หลังจากที่เทซูฟังซองซงยอน พูดจบแล้ว เทซูก็เปิดเผยความในใจต่อซองซงยอน เทซูตัดพ้อว่าเหตุใดตนจึงไม่สามารถอยู่เคียงข้างซองซงยอนได้ เทซูถามย้ำซองซงยอนว่าตนไม่สามารถแทนที่พระเจ้าจองโจได้จริงหรือ ทุกครั้งที่ตนเห็นซองซงยอนเสียใจ ตนจะรู้สึกเสียใจยิ่งกว่า ตนไม่อยากให้ซองซงยอนต้องเสียใจอีกต่อไป เป็นไปไม่ได้จริงหรือที่ตนไม่สามารถแทนที่พระเจ้าจองโจ
ในเวลานี้เอง ซองซงยอนถึงรู้ความจริงว่าเทซูรักนางมาก แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว ในเวลานี้หัวใจของนางได้มอบให้พระเจ้าจองโจไปแล้ว หัวใจนางไม่สามารถรับใครเข้ามาได้อีก ซองซงยอนกลับเข้าบ้านโดยไม่ปริปากพูดแต่อย่างใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คืนนี้ทั้งเทซูและซองซงยอนต่างนอนไม่หลับด้วยกัน ทั้งคู่
ถึงเวลาประชุมไม่มีเหล่าขุนนางมาประชุม พระเจ้าจองโจทรงเสด็จไปที่เหล่าขุนนางชุมนุมกันอยู่
“ไหนๆ ที่นี่ก็เป็นแหล่งชุมนุมของขุนนาง งั้นทีหลังก็ย้ายราชสำนักมาอยู่นี่ซะเลยดีกว่า ท่านจะเห็นด้วยมั้ย”
ชา งแทวูทูลว่า “ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่หม่อมฉันทำ เพื่อให้ฝ่าบาททรงรู้ถึงหลักการปกครองที่ถูกต้อง โดยไม่เคยหวังเรื่องอื่น เป็นการแสดงความภักดีอย่างหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นหรือ ปล่อยให้ราษฎรเจ็บไข้ได้ป่วย ละทิ้งหน้าที่ที่พึงกระทำ ทั้งหมดนี้ เพื่อแสดงความภักดีต่อข้าหรือไง”
” ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงฝ่าบาททรงขับไล่อดีตขุนนางและลูกอนุฯ พวกเราก็จะกลับไปทำงานทันที อีกทั้งจะช่วยฝ่าบาท บริหารราชการอย่างแข็งขันโดยไม่มีการบิดพลิ้วอีก” ชางแทวูต่อรอง
“หรือก็แปลว่า ถ้าข้าไม่ตกลงก็คงได้เห็นดีไปข้างหนึ่ง อย่างงั้นใช่ไหม”
“ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทคงต้องไตร่ตรองให้ดี”
” ท่านพูดก็มีเหตุผล เหมือนที่ท่านเคยบอก คราวนี้ข้าเป็นฝ่ายผิดจริงๆ เพราะบ้านเมืองนี้ ไม่ใช่ของพระราชาคนเดียว ที่เป็นเสาหลักค้ำจุนคือขุนนางอย่างพวกท่าน ถ้าไม่มีขุนนาง ต่อให้ข้าเก่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองต่อไปได้ คราวนี้ถือว่าข้าโง่เอง ต้องขอบคุณท่านเสนาซ้าย ที่ให้บทเรียนอันทรงคุณค่า”
“ฝ่าบาท”


“เชิญอ่านดู นี่คือคำตอบจากข้า หลังได้รับบทเรียนคราวนี้”
“เอ่อ ฝ่า ฝ่าบาท นี่คือ”
” เรื่องที่จะประกาศพรุ่งนี้ พวกท่านนึกว่าตัวเองเป็นต่อ ขู่ให้ข้ากลัวหน่อยแล้วข้าจะยอมอ่อนข้อ เห็นทีคงคิดผิดแล้ว เพราะฉะนั้น ที่ข้ามาเพื่อจะแสดงเจตนาชัดเจน เหมือนที่เขียนในจดหมาย อีก 5 วันข้างหน้า จะมีการสอบขุนนางอีกครั้ง”
“ฝ่าบาท”
“แต่ว่า คราวนี้จะต่างจากการสอบที่แล้วมา หากใครผ่านเกณฑ์คัดเลือก จะไม่ต้องเริ่มจากพื้นฐาน ให้เป็นขุนนางระดับ 7 ถึง 8 ได้ทันที ยิ่งใครได้คะแนนดี จะได้ตำแหน่งสำคัญเทียบเท่าระดับเจ้ากรม นอกเหนือจากนี้ ยังจะมีกฎว่า ใครมีคุณสมบัติแต่ไม่เข้าสอบ ข้าจะตัดสิทธิ์คนๆ นั้น ให้ภายใน 10 ปี ห้ามรับราชการไม่ว่าหน่วยงานไหนทั้งสิ้น”
“ฝ่าบาท ทำแบบนี้ไม่ได้ ถือว่าผิดกฎนะพ่ะย่ะค่ะ จะทรงให้ราชสำนักแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
” ใช่ ไหนๆ ก็ไหนๆ ถือโอกาสนี้แบ่งราชสำนัก ออกเป็นสองฝ่ายซะเลย ระหว่างที่ไม่มีพวกท่านมาทำงาน ทำให้ข้าเกิดความคิดบางอย่าง นั่นก็คือ ทางการไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานซ้ำซ้อนหรือเลี้ยงคนมากเกินไป หลังจากมองดูถึงรู้ว่า นั่นเพราะสมัยก่อนพระเจ้ายอนซันเพิ่มหน่วยงานโดยไม่จำเป็น หลังจากผ่านยุคนั้นมาแล้ว ความฟุ่มเฟือยก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น ข้าจึงคิดว่าจะปฏิรูประบบขุนนางให้ง่ายต่อการทำงานและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยถือเอาโครงสร้าง ในยุคก่อนพระเจ้ายอนซันมาประยุกต์ใหม่ ทุกหน่วยงาน ให้ดูจากหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นหลัก ถ้างานซ้ำซ้อนก็รวมเป็นหนึ่งเดียวซะ สับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บังคับบัญชา ให้ไปเรียนรู้งานของฝ่ายอื่น จะได้ไม่ยึดติดเกินไป ระดับล่างก็เหมือนกัน ตำแหน่งไหนไม่สำคัญหรือเป็นส่วนเกิน ถ้าไม่อยากออกก็ให้รวมกับคนอื่นซะ ถ้าตอนนี้พวกท่านจะกลับมา ข้าก็ไม่แน่ใจว่า ยังมีตำแหน่งไว้รองรับหรือเปล่า เข้าใจหรือยัง นี่คือสิ่งที่ข้าเรียนรู้ เหมือนที่ท่านเคยบอก ขุนนางคือเสาหลักของบ้านเมือง แต่ข้าก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งสำคัญกว่านั้นคือไม่ควรให้พวกเขากุมอำนาจจนข้าแทบทำอะไรไม่ได้เลย ท่านจะสอนข้าใช่ไหม งั้นก็ได้ ข้าก็จะสอนท่านเหมือนกันว่าอะไรคือหน้าที่ของขุนนาง รวมถึง จิตสำนึกของการเป็นขุนนาง ให้ทุกคน ได้รู้ซึ้งแก่ใจซะบ้าง”
ชางแทวูและเหล่าขุนนางต่างอึ้งไปตามๆ กัน
“ราชเลขา” พระเจ้าจองโจตรัสเรียกฮงกุกยอง “เอาคำสั่งที่ข้ามอบให้ ไปประกาศเดี๋ยวนี้”
” พ่ะย่ะค่ะ นี่คืองานเฉพาะหน้า ที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วงนี้ อันดับแรกคือหน่วยปราบปราม ต้องกำชับให้ดูแลสวัสดิภาพของราษฎรให้ดี ส่วนงานในเมืองหลวง ก็ให้กรมอาญาคอยดูแล สะสางงานที่เร่งด่วนไปก่อน และพอหลังจากสอบแล้ว ค่อยจัดระบบใหม่ให้เข้าที่เข้าทางกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ”
แช จีคยอมกล่าวต่อ “ส่วนกรมการศึกษาและวิทยาการที่จะรวมตัวกัน จะให้เชื้อพระวงศ์บางคนที่ว่างงานไปดูไว้ก่อน และให้คนของฝ่ายปกครอง ย้ายมาดูแลเรื่องสอบให้ผ่านไปก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาตามนี้แหละ พยายามลดความสูญเสียให้น้อย พวกท่านก็ช่วยกันสอดส่องละกัน” พระเจ้าจองโจตรัสกับพวกแชจีคยอม
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
พวกขุนนางมาร้องขอให้พระเจ้าจองโจทรงพิจารณาใหม่ พระเจ้าจองโจทรงออกไปเผชิญหน้าและตรัสว่า
” ข้าก็อยากทำตามกฎหมายเหมือนกัน แต่ตอนนี้ขุนนางทั้งหลายพากันยื่นหนังสือลาออก แล้วจะให้ข้าทำยังไง ลืมแล้วหรือว่า พวกท่านก็ได้ยื่นใบลาออกตามด้วย ที่สำคัญ พอข้าบอกให้กลับมา พวกท่านก็ทำเป็นไม่รับรู้อีก แล้วตอนนี้ จะมีสิทธิ์อะไรมาพูดกับข้า ให้รับฟังความเห็นพวกท่านก็แปลกไปแล้ว”
ทุกคนตกใจ “ฝ่าบาท”
” ถอยไปให้หมด นับแต่วันนี้ พวกท่านไม่ใช่ขุนนาง ไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็น ขืนมาโวยวายที่นี่อีก ข้าจะเรียกทหารมาจับ และลงโทษให้หนักด้วย”
พระเจ้าจองโจทรงไปตรัสกับพวกเชกา ทำให้เชกาตกใจ
“เดี๋ยว ทรงรับสั่งว่าไงนะพ่ะย่ะค่ะ จะให้พวกเรา ดูแลงานของสามกรมใหญ่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เหมือนที่รู้อยู่ งานราชการต่างๆ จะหยุดชะงักไม่ได้ เพราะฉะนั้น เลยอยากให้พวกท่านดูแลไปก่อนชั่วคราว”
“แต่ว่าฝ่าบาท เราเป็นแค่เจ้าหน้าที่ในหอตำราหลวง จะรับภารกิจด้านบริหารได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ”
ชาย แก่กล่าวว่า “ฝ่าบาท ที่จริงพวกเรา ยินดีถวายชีวิต แม้ให้บุกน้ำลุยไฟก็ไม่เกี่ยง แต่ว่า หากเป็นงานนี้ หม่อมฉันเห็นว่าไม่สู้เหมาะนัก”

“ทำไมอย่างงั้นล่ะ ทำไมพวกท่านถึงทำแทนไม่ได้”
” สามกรมใหญ่โดยเฉพาะที่ปรึกษานั้น มีหน้าที่ถวายคำแนะนำต่างๆ แต่ในภาวะที่ฝ่าบาททรงมีความขัดแย้งกับเหล่าขุนนาง แล้วให้เรามารับหน้าที่แทน ฝ่าบาทก็จะถูกครหาว่าทรงไม่เป็นกลางนะพ่ะย่ะค่ะ” ชายแก่กล่าว
เชกากล่าว ต่อว่า “และไม่เพียงเท่านี้ พวกเราได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาท ทำให้ได้มายืนอยู่ตรงนี้ และถ้าจะให้พวกหม่อมฉันรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์อีก ก็เกรงว่าจะยิ่งผิดธรรมเนียมไปใหญ่นะพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่แหละถูกแล้ว พวกท่านทำแค่นี้ก็พอ ถ้าข้าทำอะไรผิดก็คอยตักเตือน บางครั้งอาจจะลุแก่อำนาจไปบ้าง ก็คอยหมั่นสังเกต อะไรที่ไม่ดีก็ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่อง นี่คือหน้าที่ของพวกท่าน แค่นี้ ก็ถือว่าเริ่มต้นได้อย่างดีแล้ว ข้าไม่เห็นว่าถ้าจะใช้พวกท่าน มันเป็นความลำเอียงเข้าข้างตรงไหน เข้าใจมั้ย เพราะข้าไว้ใจพวกท่าน ถึงมอบหมายงานสำคัญให้โดยไม่ลังเล ก็แค่เอาอย่างตอนนี้ เห็นข้าทำอะไรไม่ถูกก็คอยเตือน ดึงให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยซะ เข้าใจหรือเปล่า”
ทุกคนกล่าวพร้อมกัน “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ทางด้านแชจีคยอมทูลพระเจ้าจองโจเรื่องอาการป่วยของชาวบ้าน
” อาการของผู้ป่วยที่อยู่หน่วยแพทย์ชุมชน ทยอยดีขึ้นตามลำดับหลังจากได้รับยา โดยเฉพาะ คนที่ส่อแววเป็นพาหะนำโรค ก็ได้ลดจำนวนไปมากพ่ะย่ะค่ะ”
“ช่างเป็นข่าวดีสำหรับข้านัก”
“พ่ะย่ะค่ะ งั้นตอนนี้ก็ให้หมอดูแลผู้ป่วยไป ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น ก็ย้ายมาดูเรื่องการสอบที่กำลังจะมีขึ้นดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาตามที่ท่านว่า เพราะอีกสองวันก็จะมีการสอบแล้ว ข้าหวังว่า คราวนี้จะผ่านพ้นอย่างราบรื่น โดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย”
” แต่ว่า จะมีบัณฑิตมาสอบหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ถ้าคราวนี้ ยังทำให้การสอบเป็นโมฆะอีก อาจทำให้ราชสำนักและฝ่าบาท เป็นที่ครหาของผู้คนได้”
ทางด้านมินคนสนิทของชางแทวู ก็รายงานชางแทวูว่า
” ใต้เท้าไม่ต้องห่วงครับ ไม่เพียงแต่สำนักบัณฑิต แม้แต่โรงเรียนทั่วเมืองก็ได้รับคำสั่งจากท่าน เชื่อว่าสอบคราวนี้ ยังคงต้องล้มเลิกเหมือนเดิมอีกครั้ง”
“อย่าเพิ่งมั่นใจอย่างงั้น หลายคนเรียนหนังสือมาชั่วชีวิตก็เพื่อหวังเป็นขุนนาง หากรู้ว่าฝ่าบาทมีรับสั่งอย่างงั้นจริง ต้องมีใครบางคนหวั่นไหว ไม่ทำตามที่ข้าสั่ง”
ฮงกุกยองทูลพระเจ้าจองโจว่า ขณะนี้เหล่าบัณฑิตพากันทยอยเดินทางมาแล้ว พระหมื่นปีจองซุนทรงมาพบฮงกุกยอง
“พระหมื่นปี”
” ไม่ต้องตกใจนักหรอก ที่ข้ามาหาเพราะมีเรื่องบางอย่างจะคุยกับเจ้า แถวนี้มีคนเยอะ เราจะยืนคุยกันอย่างงี้หรือ” พระหมื่นปีจองซุนตรัส
“หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า ไม่มีอะไรต้องพูดคุยกับพระหมื่นปี เพราะฉะนั้น เชิญเสด็จกลับไปตำหนักซะ”
” ข้าจะคุยเรื่องชางแทวู ถ้าเจ้าสนใจจริง ข้ามีวิธีทำให้คนๆ นี้กลับไปอยู่เมืองชางยองเหมือนเดิม ว่าไง เปิดโอกาสให้ข้าช่วยเจ้า ขจัดเสี้ยนหนามให้ฝ่าบาทดีมั้ย”
พระพันปีเฮคยองทรงถามฮงกุกยองเรื่องจะ ให้น้องสาวมาเป็นสนม ฮงกุกยองยินดี จากนั้นพระพันปีเฮคยองก็ทรงให้ไปติดประกาศรับสมัครสนมใหม่ พระมเหสีโยอึยจึงนำเรื่องนี้ขึ้นไปทูลพระเจ้าจองโจ
“หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญจะมาทูล แม้จะรู้ว่ารบกวนฝ่าบาท แต่ก็ต้องมาเพคะ”
“รบกวนอะไรกัน ไม่หรอก ว่ามา เจ้ามีเรื่องสำคัญอะไรหรือ”
“ฝ่าบาท เช้าวันนี้ เสด็จแม่โปรดให้ติดประกาศเกี่ยวกับเรื่องรับสนมใหม่เพคะ”
“ว่าไงนะ แล้วทำไม จนป่านนี้เพิ่งมาบอกข้าล่ะ แม้จะเป็นเรื่องของฝ่ายใน แต่ก็ควรให้ข้ารับรู้บ้างไม่ใช่หรือ”
” ขอทรงอภัยเพคะ เพราะรู้ว่าฝ่าบาททรงงานหนักทั้งวัน เสด็จแม่เกรงว่าจะทำเป็นการรบกวนพระทัยเลยดำเนินการซะเอง ฝ่าบาทเพคะ ถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการมีทายาทสืบสันตติวงศ์ เพื่อให้บัลลังก์ยิ่งมีความมั่นคง เพราะฉะนั้น การเลือกพระสนมก็เพื่อสืบต่อราชวงศ์ หวังว่าฝ่าบาทจะทรงเห็นชอบด้วยนะเพคะ”
“แล้วเจ้ายอมที่จะ ให้ข้ามีสนมหรือ หรือว่า เสด็จแม่ทรงตำหนิ”
“ไม่มีเลยเพคะ จริงๆ หม่อมฉันเป็นคนเสนอเรื่องนี้เองด้วยซ้ำ ฉะนั้น ฝ่าบาทไม่ต้องทรงกังวล ว่าหม่อมฉันจะไม่สบายใจหรอกเพคะ”
“เอาเถอะ ข้าเข้าใจ ในเมื่อเจ้ากับเสด็จแม่เห็นดี ข้าก็คงไม่คัดค้าน ปล่อยให้ไปจัดการละกัน”
“หึ ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ แต่ว่าฝ่าบาท หม่อมฉัน ยังมีบางอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ มาขอให้ฝ่าบาททรงอนุญาต”
“งั้นหรือ ก็พูดมาสิ ไม่ว่าเจ้าจะขออะไร ข้าก็ให้ได้ทุกอย่าง ชุงจอน”
“ฝ่าบาท ที่จริงหม่อมฉัน มีคนที่มองไว้แต่แรก จะให้มาเป็นสนมของฝ่าบาทเพคะ”
“งั้นหรือ นางเป็นใครกัน”
“ก็คือซงยอนเพคะ”
“ชุงจอน” พระเจ้าจองโจทรงตกพระทัย
” หม่อมฉัน อยากให้ซงยอน มาเป็นสนมของฝ่าบาทจริงๆ เพคะ ผู้หญิงคนนี้ ว่าไปก็มีคุณสมบัติเพียบพร้อม แม้จะไม่มีชาติตระกูล แต่หม่อมฉันเชื่อว่านางเหมาะจะเป็นสนมของฝ่าบาทยิ่งกว่าใครทั้งสิ้น ฝ่าบาททรงอนุญาต ให้นางมาถวายการรับใช้ เป็นพระสนมดีมั้ยเพคะ”
“หึ แต่ว่าเจ้า”
” ถ้าหากว่า ฝ่าบาทต้องมีพระสนมจริง หม่อมฉันก็เห็นว่า น่าจะเป็นคนที่โปรดปรานอยู่ก่อน และสามารถปลอบพระทัยฝ่าบาทได้ ซึ่งซงยอน เป็นคนที่จะอยู่เคียงข้างฝ่าบาทได้ดี หม่อมฉันเข้าใจถูกหรือเปล่าเพคะ โปรดอย่าทรงปฏิเสธ อย่าเห็นแก่หม่อมฉันจนตัดนางออกไปนะเพคะ นี่คงเป็นสิ่งเดียว ที่คนไม่เอาไหนอย่างหม่อมฉัน จะทำเพื่อฝ่าบาทได้ นอกจากนี้แล้ว หม่อมฉันก็เหมือนไม่มีประโยชน์เลย เพราะฉะนั้น ถ้าฝ่าบาททรงเห็นแก่หม่อมฉันจริง ก็โปรดให้หม่อมฉันได้ทำอะไรบางอย่าง ที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่าบาทบ้าง”

จบ ตอนที่ 50