Saturday, 6 June 2009

Friday, 5 June 2009

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ดอนที่ 74


ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ดอนที่ 74

พระมเหสีโยอึยและพระพันปีเฮคยองเสด็จไปที่วัด เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยหวังว่าอาการป่วยของพระสนมซองซงยอนจะทุเลาขึ้น พระเมตตาของพระมเหสีโยอึยที่มีต่อพระสนมซองซงยอนทำให้พระพันปีเฮคยองทรงตื้นตันพระทัยไม่น้อย
พระสนมซองซงยอนให้เทซูช่วยตามซองซงอูมาพบ
“ทำไมยืนอยู่ล่ะจ๊ะ นั่งเร็วเข้า หึ นึกๆ ดู ข้าช่างไม่เอาไหนจริงๆ เหลือไว้ให้เจ้า มีแต่เรื่องเศร้าโศกเสียใจทั้งนั้น”
“ทำไมรับสั่งอย่างงั้นล่ะพะยะค่ะ หม่อมฉันไม่เข้าใจ ทำไมพระสนมถึงได้ ฮือ”
“ซงอู”
ซองซงอูร้องไห้อย่างไม่อาย “ฮือๆๆ”
“หึ มาเยี่ยมก็ดีแล้ว ร้องไห้ทำไม พี่ไม่ได้เป็นอะไร เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ”
“ฮือ พระสนม”
ทางด้านพระเจ้าจองโจทรงตามหมอข้างนอกมาตรวจ หมอได้แต่มองว่าอาการของพระสนมซองซงยอนยากจะรักษา เพราะปล่อยไว้นานเกินไป ซองซงอูมาขอเข้าเฝ้า
“ฝ่าบาท”
“มาแล้วหรือ”
“พะยะค่ะ”
“ได้พบซงยอนแล้วหรือยัง”
“พบแล้วพะยะค่ะ”
“อาการของนาง นับวันจะยิ่งทรุดหนักลง หมอทุกคนที่มาดู ต่างบอกว่าหมดทางเยียวยาทั้งนั้น แต่ว่าข้าไม่อยากเสียนางไปแบบนี้ จะไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอมเด็ดขาด ถ้าหมอในโชซอนเกินความสามารถ ข้าจะให้หมอที่อื่นมารักษาดู ไม่ว่าใครก็ตาม ขอเพียงรักษานางได้ ข้าจะไม่ปฏิเสธเลย”
“ฝ่าบาท”


“ที่ข้าตามเจ้ามา ก็เพื่อจะปรึกษาเรื่องนี้ คิดว่าเจ้า น่าจะมีความรู้ทางนี้มากกว่า”
“เอ่อ หม่อมฉันมีความรู้ ทรงหมายถึงเรื่องอะไรหรือพะยะค่ะ”
พระเจ้าจองโจคิดจะให้หมอต่างชาติมารักษา นัมซาโชได้ยินก็ตกใจ
“ฝ่าบาท จะให้หมอต่างชาติมารักษาหรือพะยะค่ะ”
“ใช่ เห็นว่าทุกวันนี้ หมอฝรั่งไปทำงานที่ต้าชิงมากมาย และข้าก็รู้มาว่า คนที่มาเผยแพร่นิกายชอนจู มีบางส่วนรู้เรื่องการแพทย์ของชาติตะวันตก”
“เกี่ยวกับการแพทย์ตะวันตก หม่อมฉันก็เคยได้ยินคนร่ำลือเหมือนกัน แต่วิธีรักษาของพวกเขา มักนิยมใช้การผ่าตัด กรีดเฉือนอวัยวะต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีโหดร้ายเกินจะรับได้นะพะยะค่ะ” แชจีคยอมว่า
“ข้าก็รู้ว่าวิธีเหล่านี้ คนทั่วไปมักจะกลัวและไม่เชื่อถือ แต่พวกเขาก็ใช้แนวทางนี้ รักษาโรคร้ายมาหลายชนิดจนหายเป็นปกติไม่ใช่หรือ”
ชองยายงทูลว่า “เรื่องนี้หม่อมฉันก็เคยได้ยินพะยะค่ะ มีการใช้น้ำแข็งทำให้เนื้อชา,หรือใช้ยาระงับความเจ็บปวด จากนั้นก็ตัดเอาชิ้นส่วนที่เป็นเนื้อร้าย ปล่อยให้ร่างกายสมานเอง”
“ถูกต้อง จริงอยู่ เป็นการรักษาที่ค่อนข้างเสี่ยง แต่คราวก่อนมีทูตไปต้าชิง ใต้เท้าชางชุงซกบอกว่า เขาเคยเห็นหมอฝรั่งคนหนึ่งใช้วิธีผ่าตัด รักษาคนที่เป็นเนื้อร้ายให้หายได้”
“แต่ว่าฝ่าบาท แม้จะเคยมีตัวอย่างมา แต่พระสนมเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของเรา ถ้าใครรู้ว่ามีการลงมีดกับพระวรกาย หม่อมฉันเกรงว่า เหล่าขุนนางอาจไม่เห็นด้วยก็ได้” นัมซาโชทูลแย้ง
“ยังไงก็ช่างเถอะ ขอเพียงรักษาพระสนมให้หายได้ จะด้วยวิธีไหนก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้น”
พระเจ้าจองโจเรียกเทซูมาพบ และทรงมีรับสั่งว่า
“เจ้าไปต้าชิงได้ไหม”
“ฝ่าบาทจะทรงทำอย่างงั้นแน่หรือพะยะค่ะ แม้ว่า หม่อมฉันจะไม่รู้เรื่องการแพทย์ก็จริง แต่ว่า เกี่ยวกับการเฉือนเนื้อ ผ่าตัดร่างกาย มิเสี่ยงไปหน่อยหรือพะยะค่ะ”
“เจ้ากลัวใช่ไหม ใช่ บอกตรงๆ ว่าข้าก็กลัวเหมือนกัน ข้ากลัวที่จะทำอย่างงั้น”
“เอ่อ ฝ่าบาท”
“แต่เทียบกับผ่าตัดแล้ว ข้ายิ่งกลัวว่าเวลาผ่านไปแต่ละ วัน โดยไม่มีประโยชน์ และไม่รู้ว่าวันไหน ซงยอนจะไปจากข้า นี่คือสิ่งที่ข้ากลัวที่สุด ไม่แน่ว่านี่อาจเป็น ความหวังสุดท้าย สำหรับชีวิตนางก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น รบกวนเจ้าไปต้าชิงซักครั้ง ถ้าเจอหมอที่เก่ง ก็รีบพามาให้เร็วที่สุด”
ลีชองรู้เรื่องที่พระเจ้าจองโจให้เทซูไปตามหาหมอที่ต้าชิงก็กลับมาเล่าให้ทุกคนฟัง และชวนทุกคนช่วยกันอธิษฐาน ขอให้พระสนมซองซงยอนหายจากโรคร้ายไวๆ
ขณะที่พระสนมซองซงยอนรู้เรื่องก็ห้ามไม่ให้เทซูไป
“รับรองว่าไม่ต้องทรงรอนานนัก หม่อมฉัน จะรีบหาหมอที่เก่งมารักษา”
“อย่าเสียเวลาอีกเลย ได้ยินหรือเปล่า ไม่ต้องไป ทางด้านฝ่าบาท ข้าจะทูลให้เอง”
“พระสนม”
“เป็นการเสียแรงเปล่า เชิญมาก็ไม่มีประโยชน์ เพราะข้า อาการหนักเต็มทีแล้ว”
“ใครว่าอาการหนัก หม่อมฉันไม่ให้รับสั่งอย่างงั้น มันยังไม่สายไป ทุกอย่างยังไม่สายเกินแก้”
“ไม่หรอกเทซู เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ ข้าไม่อยาก ไม่อยากให้ฝ่าบาท ทรงคาดหวังในการรักษาข้าอีก”
“พระสนม”
“ฮือ เข้าใจหรือเปล่า ฝ่าบาทจะทรงเป็นทุกข์ แต่ละครั้งที่ทรงคิดว่ามีทางรักษาข้า มันจะกลายเป็น ภาระที่หนักอึ้งสำหรับพระองค์ ฉะนั้น ถ้าทรงทำพระทัยให้ยอมรับแต่เนิ่ นๆ อาจจะดีกว่า”
“ทำใจอะไร หม่อมฉันยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เลย”
“เทซู”
“ทรงลืมแล้วหรือว่า พระสนมมีความสำคัญต่อฝ่าบาทแค่ไหน ตลอดเวลาที่ผ่าน ฝ่าบาททรงอยู่มาได้ยังไง พระสนมไม่รู้บ้างหรือ เพราะมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาพระสนม ทำให้ฝ่าบาทมีกำลังพระทัยที่จะอยู่ หม่อมฉันรู้ดีว่า ทุกวันนี้ ที่ฝ่าบาทอยู่มาได้ก็เพราะความเชื่อในส่วนนี้ ถ้าหากให้พระองค์สิ้นหวัง ฝ่าบาทจะทรงเป็นทุกข์แทบอยู่ไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วทำไมพระสนมทรงยอมแพ้ง่ายๆ นัก ทำไมรับสั่งว่า สิ่งที่เราทำเป็นการเสียแรงเปล่า”
“เทซู”
“ฮือ หม่อมฉัน จะรีบออกเดินทางไปต้าชิงเดี๋ยวนี้ จะไม่หยุดพัก ไม่หยุดรอแม้แต่นิดเดียว เป็นตายร้ายดีก็จะพาหมอฝรั่งมารักษาพระสนมให้ได้ ขอแค่ทรงรอหม่อมฉัน อย่าทรงท้อซะก่อน จนกว่าหม่อมฉันจะกลับมา พระสนมต้องทรงเข้มแข็งเอาไว้”
พระสนมซองซงยอนได้แต่ร้องไห้ตื้นตันใจมาก
พระสนมซองซงยอนทรงลุกขึ้นมาเพื่อจะเขียนรูปถวายพระเจ้าจองโจ แม้ว่าทุกคนจะคัดค้าน
“เจ้าบอกว่าไงนะ จะเขียนรูปให้ข้าหรือ”
” เพราะมันเป็น สิ่งที่หม่อมฉันตั้งใจมานานเพคะ กะว่าทุกๆ ปี จะเขียนพระรูปให้ฝ่าบาทหนึ่งรูป เผื่อว่าแม้เวลาจะผ่านไป หม่อมฉันยังมีพระพักตร์ของฝ่าบาท ประทับอยู่ในใจ และจารึกไว้เป็นภาพเขียน ด้วยเหตุนี้ แม้จะรู้ว่าผิดต่อธรรมเนียมของฝ่ายใน ก็อยากให้ฝ่าบาททรงอนุญาตเพคะ”


“แต่ว่า เจ้าจะเขียนรูปได้ยังไง ในเมื่อร่างกายอ่อนแอ ยังจะถือพู่กันไหวหรือ ถ้าอยากเขียนรูปข้าจริงๆ ไว้หายดีก่อนแล้วค่อย”
“ฝ่าบาท หม่อมฉันถือว่านี่คือ กำลังใจที่จะอยู่ต่อเพคะ เหมือนที่ฝ่าบาท ทรงคาดหวังว่ายังไงหม่อมฉันต้องรักษา ได้ หม่อมฉันก็เช่นกัน หวังว่าจะเขียนพระรูปให้ฝ่าบาท หม่อมฉันตั้งใจอย่างงั้นจริงๆ หวังจะให้เสร็จสมบูรณ์ และทุกๆ วัน ได้เห็นพระพักตร์ของฝ่าบาท เพื่อเป็นกำลังใจที่ดี แค่นี้หม่อมฉันก็มีหวัง ที่จะอยู่ต่อไปได้แล้ว”
“ซงยอน”
“หึ ที่สำคัญ อยากให้ทรงรับปากเรื่องหนึ่ง เพื่อเห็นแก่หม่อมฉันด้วย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฝ่าบาทต้องทรงเข้มแข็ง อยู่ต่อไปเหมือนปกติ เหมือนที่หม่อมฉันได้อยู่กับฝ่าบาท เพราะความมุ่งมั่นที่ไม่เคยเปลี่ยน จึงอยากให้ฝ่าบาท ทรงเห็นแก่ความรักที่หม่อมฉัน มีให้มาอย่างยาวนาน ต้องทรงสัญญาว่าฝ่าบาทจะเข้มแข็ งนะเพคะ ที่สำคัญ ยังมีลูกของเราอีกคน”
“ซงยอน”
“ขอเพียงแค่นี้แหละเพคะ สิ่งที่หม่อมฉันจะขอ ก็มีเพียงแค่นี้ ฮือ จึงอยากให้ฝ่าบาททรงรับปากหม่อมฉัน และต้องทำให้ได้นะเพคะ”
“ได้ ข้ารับปากเจ้า ข้าจะเข้มแข็ง อยู่ต่อไปเหมือนเดิม เมื่อข้าให้สัญญาแล้ว ก็ต้องทำให้ได้”
“ฮือ ฝ่าบาท”


วันต่อมาหมอหลวงมาตรวจอาการของพระสนมซองซงยอน พระมเหสีโยอึยทรงเสด็จมาถาม
“พระสนมเป็นไงบ้าง”
“เอ่อ ชีพจร ดูจะเต้นอ่อนลงพะยะค่ะ เฮ่ย”
“หม่อมฉันไม่เป็นไรหรอกเพคะ พระมเหสีไม่ต้องเป็นห่วง”
“หึ ซงยอน หึ อีกไม่นาน เทซูคงจะพาหมอจากต้าชิงมาได้ เพราะฉะนั้นเจ้าต้องเข้มแข็งไว้นะ ที่แล้วมา เจ้าไม่เพียงเป็นเพื่อนของฝ่าบาท ยังนับว่า เป็นเพื่อนกับข้าด้วย เพราะฉะนั้น ถือว่าเห็นแก่ข้า เจ้าต้องอดทนให้มากล่ะ”
“พระมเหสี”
ทุกคนต่างเฝ้ารอการกลับมาของเทซู ดัลโฮถึงกับออกไปรอที่ชานเมืองพร้อมกับพวกซอจังบูและคังซกกี แล้วไม่นานก็เห็นเทซู ทุกคนดีใจมาก เทซูบอกว่าหมอกำลังตามมา คังซกกีรีบให้เทซูไปเฝ้าพระเจ้าจองโจ
พระเจ้าจองโจทรงดีพระทัยรีบไปหาพระสนมซองซงยอนแต่ปรากฏว่าพระสนมซองซงยอนหายไปจากตำหนัก ทุกคนพากันออกตามหา แล้วพระเจ้าจองโจก็ทรงพบพระสนม
“ซงยอน หึ ซงยอน อึ๊บ ซงยอนๆๆๆ หา ฮือ”
“ฝ่าบาท”
“นี่มันอะไรกัน ไม่สบายแล้วมาเดินแถวนี้ทำไม”
“เพื่อจะหา ของสิ่งนี้เพคะ หึ” พระสนมซองซงยอนทูลแล้วก็สลบไป
” ซงยอน เจ้าเป็นไรไป ซงยอนๆๆ ทุกคนมานี่หน่อย ไปตามหมอหลวงเร็วเข้า ซงยอน เจ้าอย่าเพิ่งหลับนะ เทซูกลับมาแล้ว เขาหาหมอมารักษาเจ้าได้ ได้ยินหรือเปล่า เจ้ามีทางรักษาแล้ว ฮือ”
“หึ ฝ่าบาท”
“ฮือ อดทนอีกหน่อยได้ไหม หมอต้าชิงกำลังจะเดินทางมา เพราะฉะนั้นแข็งใจไว้ แข็งใจอีกหน่อยก็พอแล้ว”
“หึ หึ ทรงอภัยด้วยเพคะ หึ หม่อมฉัน คงต้องจากฝ่าบาท ไปอยู่กับเซจาซะก่อน หึ”
” พูดอะไรอย่างงั้น เจ้าจะไปหรือ เจ้าจะทิ้งข้าลงคอได้ยังไง ไม่มีทาง ข้าไม่ยอมให้เจ้าไป ซงยอน ได้ยินหรือเปล่า อย่านะ ข้าไม่ให้เจ้าไปแบบนี้ ฮือ ข้าไม่ให้เจ้าทิ้งข้าไป ฮือๆๆ”
“หึ อย่าทรงกรรแสงเพคะ หึ อย่าทรงเสียพระทัยเพราะหม่อมฉัน หึ หม่อมฉันจะนำ ความรักของฝ่าบาท ไปในภพหน้า หึ แค่นี้ ก็พอแล้ว” พระสนมซองซงยอนสิ้นลม
“หา ซงยอน ฮือ ซงยอนๆ” พระเจ้าจองโจทรงกรรแสงออกมาทันที)
เทซูเข้ามาก็แทบช็อก “ท่าน ว่าไงนะครับใต้เท้านัม บอกว่าพระสนม สิ้นพระชนม์แล้วหรือ ใต้เท้า”
“เทซู” นัมซาโชสีหน้าเศร้า ซงอูร้องไห้
” ไม่จริง เป็นไปได้ยังไง ทำ ทำไมเร็วขนาดนี้ ฮือ ฮือ ข้า ข้าพาหมอมาได้แล้ว ฮือ จากต้าชิง ฮือ พาหมอจะมารักษาพระสนม ฮือ อีกนิดเดียวเขาก็มาถึงวังหลวง แค่เย็นนี้เท่านั้น แล้วทำไม บอกว่าพระสนมไปแล้ว ท่านจะมาโกหกข้าได้ยังไง”
“เทซู ใจเย็นก่อน”
” ไม่ ไม่จริง ข้าไม่เชื่อหรอก ฮือ พระสนมเคยตรัสว่า จะรอให้ข้ากลับมา บอกว่า นางจะรอข้า รอจนกว่าหมอจะมาถึง ฮือๆๆ ข้าเชื่อว่า นางไม่ผิดคำพูด นางไม่จากไปแบบนี้หรอก ฮือ พระสนมๆ ฮือๆๆ พระสนม ฮือๆๆ ฮือๆๆ”
ทุกคนพากันร้องไห้เสียใจกับการจากไปของพระสนมซองซงยอน โดยเฉพาะพระพันปีเฮคยองทรงเสียพระทัยมาก
“นางเป็นคนดี ไม่นึกว่าจะอายุสั้นขนาดนี้ เมื่อก่อนข้าน่าจะดีต่อนางให้มาก ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ข้าน่าจะใส่ใจนาง ให้มากกว่าที่แล้วมา ฮือ”

“พระพันปี”
คนที่ศูนย์ศิลปะก็พากันเสียใจมาก เทซูนั่งคิดถึงพระสนมซองซงยอน
“ถึงข้ามีสิทธิ์แค่มองก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแต่ ให้เจ้าอยู่กับฝ่าบาทมีความสุขชั่ว ชีวิตก็พอแล้ว แต่ว่าทำไมเจ้าถึงด่วนจากไปก่อน แล้วต่อไปจะให้ข้า อยู่เพื่ออะไรอีก นับแต่นี้จะไม่ได้เห็นหน้าเจ้า แล้วจะให้ข้ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ฮือ”
นัมซาโชเข้ามาเตือนพระเจ้าจองโจ “ฝ่าบาท ได้เวลาเสด็จแล้วพะยะค่ะ ฝ่าบาท”
“ไปบอกให้พวกเขารออีกหน่อย ข้ายังมีเรื่องบางอยาง จะพูดกับพระสนม”
พระเจ้าจองโจทรงตรัสกับศพของพระสนมซองซงยอนว่า
” เจ้ารู้หรือเปล่า สมัยที่เรายังเด็ก ข้าเคย ปลดสายคาดเอวไปผูกกับแขนเจ้า ในเวลานั้น ใจข้าก็ได้ผูกกับเจ้าด้วย รู้หรือเปล่า เพราะฉะนั้น เมื่อหัวใจข้าอยู่กับเจ้า ก็จงเอามันไปด้วยกัน ตอนนี้ เจ้าคงได้พบลูกแล้ว อยู่บนสวรรค์ ได้เห็นลูกของเราใช่ไหม เจ้า เจ้าเคยบอกว่า จะเก็บข้าไว้ในความทรงจำ งั้นก็รอหน่อยนะ ซักวัน ข้าจะไปหาเจ้า ไปหาลูกของเรา ถึงวันนั้นเมื่อไหร่ เจ้าต้องรอพบข้าด้วยนะ”
ชองยายงไปหาคนผลิตเครื่องปั่นด้าย และสอบถามเกี่ยวและขอลองใช้เครื่องปั่นด้าย พอกลับมาก็ทราบว่าพระเจ้าจองโจทรงมารออยู่
“วันนี้ไปไหนมาอีก”
“เอ่อ ฝ่าบาท”
“เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่รู้เวลา ไปอยู่ที่ไหนกันแน่”
“ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ เพราะมีเรื่องด่วนบางอย่าง เลยออกไปข้างนอกซักครู่พะยะค่ะ”
“งั้นก็นั่งลง ข้าฟังรายงานจากคนอื่นหมดแล้ว เหลือแต่เจ้าคนเดียว”
“หา เอ่อ”
“ว่าไงล่ะ”
“เอ่อ ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ หม่อมฉันรีบร้อนมาเฝ้า เลยลืมเอารายงานมาด้วย”
“อะไรนะ”
“หม่อมฉันจะรีบไปเอามาเดี๋ยวนี้”
“ไม่ต้องไปก็ได้ งานที่เจ้ารับผิดชอบ ไปดูสถานที่จริงก็เหมือนกัน”
พระเจ้าจองโจเสด็จไปพลางถามชองยายงว่า
“ค่าแรงคนงานที่มาทำงานที่นี่ จ่ายกันยังไง”
“ทั้งช่างหิน ช่างไม้และช่างอิฐ จ่ายวันละ 4 เฟื้อง คนงานทั่วไปวันละ 2 เฟื้องครึ่งพะยะค่ะ เพราะว่าต้องใช้แรงงานที่แตกต่าง,จึงเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยหลากหลายรูปแบบ ใครถนัดอย่างไหนก็ทำอย่างงั้น เพื่อให้งานเดินเร็วพะยะค่ะ”
“ดีมาก ถึงเราจะมีแรงงานประจำ แต่งานบางอย่างก็ไม่เหมาะกับพวกเขา ชาวบ้านยอมสละเวลามาช่วย,ถือว่าทำงานเพื่อบ้านเมือง เราจึงไม่ควรให้เหนื่อยเปล่า”
พระเจ้าจองโจเสด็จไปดูที่ป้อมและตรัสกับเชกาว่า
“ทำไมมีแต่ป้อมนี้ที่ดูคืบหน้าช้านัก เป็นเพราะอะไร”
“เพราะผนังยิ่งสูง การลำเลียงขึ้นไปก็ยิ่งลำบาก ทำให้ต้องใช้เวลาพะยะค่ะ”
“ถ้าเป็นปัญหานี้ ข้าเคยมอบหนังสือ “พัฒนาด้านวิทยาการ” ให้เจ้าไปศึกษาแล้วนี่นา แล้วยังไง จนป่านนี้ยังหาวิธีไม่ได้อีกหรือ”
“เอ่อ คือ มีปัญหานิดหน่อยพะยะค่ะ”
“ปัญหาหรือ”
ชองยายงพามาดูเครื่องชักรอก แชจีคยอมมองแล้วกล่าวว่า
“อ้อ ลักษณะใหญ่กว่าที่คิดไว้นะพะยะค่ะ”
“หม่อมฉันดัดแปลงจากเครื่องชักรอกในอดีตพะยะค่ะ หากใช้เจ้าตัวนี้ จะสามารถยกของหนักขึ้นที่สูงได้อย่างง่ายดาย”
พระเจ้าจองโจทรงพินิจแล้วตรัสว่า “ต่างจากที่เคยเห็นทั่วไป ปกติเครื่องชักรอก ใช้วิธีเหมือนตักน้ำขึ้นจากบ่อ แล้วทำไม ไม่ทำให้รอกอยู่คงที่ล่ะ”
“นั่นเป็นเพราะ รอกที่อยู่คงที่ ต้องใช้แรงงานคนมากกว่าแขวนลอยถึงสองเท่า แต่หากใช้วิธีนี้ แค่ใช้แรงประมาณ 40 ชั่ง จะรับน้ำหนักได้ถึง 2 หมื่น 5 พันชั่งพะยะค่ะ”
“จริงหรือนี่”
“พะยะค่ะ ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงตั้งชื่อเครื่องนี้ใหม่ว่า เป็นเครื่องยกน้ำหนัก”
“แล้วทำไมยังมีปัญหาอีก เท่าที่ฟังดู เจ้าเครื่องนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อการก่อสร้างของเราไม่ใช่หรือ”
“เอ่อ นั่นเป็นเพราะ หม่อมฉันขอทูลตรงๆ มันมีการทรงตัวไม่สมดุล จึงใช้ไม่ค่อยดีนัก”
“งั้นหรือ ถ้าจะใช้เครื่องมือตัวนี้ ต้องให้คนดึงเชือกทั้งสองข้างพร้อมกัน ไม่งั้นมันจะเสียสมดุล ทำให้ของตกลงไป”
“ถูกแล้วพะยะค่ะ แต่ว่า เนื่องจากเวลามีน้อย เรา ผูกเชือกทั้งสองด้าน แล้วออกแรงดึงจากตรงกลางได้ไหมพะยะค่ะ”
“ทำแบบนี้ยิ่งไม่ได้ เกิดจับเชือกไม่แน่นหรือทานน้ำหนักไม่ไหวล่ะ มิเท่ากับทำให้คนงานบาดเจ็บหรอกหรือ เรื่องนี้ เกี่ยวพันถึงชีวิตผู้คน ต่อให้ใช้เวลาแค่ไหน ก็ต้องหาวิธีที่ปลอดภัยที่สุด”
“เอ่อ ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ เพราะหม่อมฉันใจร้อน เลยไม่ได้คิดรอบคอบ”
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้าหรอก อย่าคิดมากไปเลย”
“ฝ่าบาท”
“ข้าจะให้เวลาอีก 5 วัน พอหรือเปล่า จะหาวิธีแก้ไขได้ไหม”
“ได้พะยะค่ะ หม่อมฉัน จะพยายามทำให้ดีที่สุด”
มินจีซูให้ลูกน้องเฝ้าสังเกตแล้วนำเรื่องนี้ไปบอกแชซกจู จากนั้นแชซกจูก็นำทูลพระหมื่นปีจองซุน
“งานก่อสร้างที่เมืองซูวอนใกล้เสร็จแล้วหรือ งั้นก็แสดงว่าฝ่าบาท เตรียมลับมีดที่คมกริบ เพื่อจะเอามาเล่นงานพวกเรา”
” แล้วจะทำไงดีพะยะค่ะ เรื่องมาถึงขั้นนี้ เราจะนิ่งดูดายได้หรือ นับแต่ปรับโครงสร้างในหน่วยทหาร ทำให้ 5 กองพลแทบไม่มีความสำคัญ เพราะเรื่องนี้ ทำให้แม่ทัพหลายฝ่ายล้วนไม่พอใจต่อฝ่าบาทอย่างมาก”
“แล้วยังไง”
“พระหมื่นปี ให้พวกเขามาเข้าเฝ้าดีมั้ยพะยะค่ะ คนที่ไม่พอใจฝ่าบาท ไม่แน่อาจจะรวมตัว หันมาช่วยเราก็เป็นได้ พระหมื่นปี”
เวลานั้นพระเจ้าจองโจทรงเรียกขุนนางประชุมที่ท้องพระโรง และทรงรับสั่งให้เทซูเฝ้าจับตาดูพวกพระหมื่นปีจองซุน
ที่ประชุมท้องพระโรง ชางแทวูทูลพระเจ้าจองโจว่า
“ฝ่าบาท รับสั่งว่าจะทรงพัฒนาเมืองซูวอน และให้ขุนนางบางส่วนไปอยู่ที่นั่นหรือพะยะค่ะ”
” ใช่ ข้าจะขอประกาศ ให้เมืองซูวอนเป็นเมืองชั้นเอก และป้อมปราการที่สร้างขึ้นใหม่ ให้ชื่อว่า “ฮวาซอง” พวกท่านไม่ต้องคัดค้าน หน่วยงานไหนที่จะถูกย้ายบ้าง ข้าได้คัดเลือกไว้แล้ว อีกสองวันจะบอกให้รู้”
“ฝ่าบาท หม่อมฉันขอทูลว่า เรื่องนี้ไม่สมควรอย่างยิ่งพะยะค่ะ เมืองซูวอน อยู่ไกลจากเมืองหลวง สภาพก็แร้นแค้น ให้ผู้คนไปอยู่ แต่สิ่งปลูกสร้างไม่เพียงพอ แล้วยังจะย้ายหน่วยงานราชการไปอีก แล้ว “ฮันยาง” ซึ่งเป็นเมืองหลวงแต่โบราณจะมีความหมายอะไรอีก”
“ใช่ ฮันยางจะถูกลดความสำคัญลงไป แล้วยังไง ท่านจะบอกว่าทำไม่ได้ใช่ไหม”
แชซกจูอึ้ง “เอ่อ”
“อีกหน่อยซูวอนก็จะเหมือนฮันยาง กลายเป็นศุนย์กลางแห่งใหม่ ข้ามีความเชื่อว่า สิ่งที่ทำทั้งหมด ล้วนเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ แล้วทำไมพวกท่านมีแต่คัดค้านท่าเดียว เพราะเสวยสุขอยู่ในเมืองหลวงจนชิน บางคนก็ครอบครองที่ดินมหาศาล ปักหลักจนไม่อยากไปไหนแล้วใช่ไหม”


“ฝ่าบาท”
“รอให้ป้อมปราการสร้างเสร็จก่อน ข้าจะบอกให้ชาวบ้านโยกย้าย เพราะที่นั่น จะมีทุกอย่างไว้รองรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และข้าจะให้จัดงานฉลองวันประสูติของพระพันปีที่ป้อมฮวาซอง รวมถึงเซ่นไหว้พระวิญญาณของเสด็จพ่อด้วย และยังมีอีกเรื่อง ที่ข้าขอบอกไว้ก่อน ต่อให้ใครมาถวายฎีกาท่วมหัว หรือจะกดดันหน้าตำหนักก็ช่าง ความตั้งใจของข้าก็จะไม่มีวันเปลี่ยน จงรับรู้ไว้ด้วย”
แชซกจูส่งข่าวให้พระหมื่นปีจองซุนทราบ พระหมื่นปีจองซุนสั่งให้แม่ทัพ 5 กองพลมาพบคืนนี้ เพราะในจดหมายแชซกจูบอกว่า
“ตอนนี้ ทางเลือกสำหรับพวกเรา มีแค่ทางเดียวเท่านั้น และทุกคนคงรู้ว่า นี่เป็นทางที่ยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน ในเมื่อฝ่าบาททรงบีบให้เราจนตรอก เราก็ต้องให้พระองค์ ได้รับการตอบแทนในสิ่งเดียวกัน”
ขณะที่พระเจ้าจองโจทรงคิดถึงคำพูดสุดท้ายของพระสนมซองซงยอนที่ให้พระองค์ทรงเข้มแข็ง
” ใช่ สิ่งที่รับปากเจ้า ข้าไม่เคยลืม ข้าจะอยู่ต่อไปแน่นอน จนถึงวาระสุดท้าย แห่งการเป็นพระราชา ข้าจะทำหน้าที่ของข้า เพื่อราษฎรอย่างดีที่สุด”
เทซูกลับมาทูลรายงานพระเจ้าจองโจว่า
“คนที่ไปชุมนุม ไม่เพียงแต่พวกขุนนางเก่า ยังมีแม่ทัพ ลีซกจอง และเจ้าเมือง โนแทจู ด้วยพะยะค่ะ”
พระเจ้าจองโจทรงพยักหน้าเข้าใจ “อึม”
“จะทรงทำไงดีพะยะค่ะ ถือโอกาสนี้กวาดล้างพวกเขา”
” อย่าเพิ่ง นี่ยังไม่ใช่เวลา ลำพังแค่ไปชุนนุมอยู่ข้างนอก เอาผิดพวกเขาไม่ได้หรอก ถ้าจะให้ดี เราต้องรอให้โอกาสสุกงอมกว่านี้ คิดว่าทุกอย่าง น่าจะจบที่เมืองซูวอน พวกเขาต้องวางแผน เล่นงานข้าที่ป้อม “ฮวาซอง” แน่ และข้าก็จะอยู่นั่น รอพวกเขา รอให้มาอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา”

จบดอนที่ 74

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ดอนที่ 73


ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ดอนที่ 73

องค์ชายมุนโฮออกหัด ทำให้มีผื่นทั่วใบหน้าและมีไข้สูง บรรดาหมอหลวงถูกเรียกตัวเข้าวังหลวง แต่แล้วองค์ชายมุนโฮก็ต้องเสียชีวิต พระสนมซองซงยอนไม่อยากเชื่อเลยว่าลูกจะจากนางไป นางได้แต่กอดศพลูกชายร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ
“ฮือ เซจา ลูกแม่ ไม่นะ ฮือ ไม่จริง ลืมตามาเดี๋ยวนี้ ได้โปรดลุกขึ้นมาพูดกับแม่หน่อย แม่บอกให้ตื่นไง ฮือ ไม่นะ อย่าทิ้งแม่ไปแบบนี้ ลูกแม่ ฮือๆๆ เจ้าไม่รักแม่แล้วหรือ ฮือๆๆ ลูกแม่ ฮือๆๆ ฮือๆๆ ลูกรักของแม่ ฮือๆๆ ลูกแม่ ทำไมทิ้งแม่ไปแบบนี้ ฮือๆๆ”
การจากไปขององค์ชายมุนโฮ สร้างความเสียใจให้กับทุกคนอย่างมาก ทำให้พระมเหสีโยอึยต้องดูแลทั้งพระพันปีเฮคยอง พระสนมซองซงยอน และทรงดูพระสนมซองซงยอนเป็นพิเศษ เพราะกำลังตั้งครรภ์อยู่
หมอหลวงจะมาตรวจครรภ์แต่พระสนมซองซงยอนไม่ยอมให้ตรวจ พอดีพระเจ้าจองโจเสด็จมาและพาออกมาเดินเล่น
“ออกมาเดินแบบนี้จะดีหรือ เจ้าไม่ค่อยสบายนัก ข้าว่าไม่ควรออกมาตากลม”
“หึ ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันสบายดี”
“แล้วเมื่อกี้ ทำไมไม่ยอมให้หมอตรวจชีพจรล่ะ ข้าอยู่ข้างนอกเผอิญได้ยิน เจ้าไม่ยอมให้หมอหญิงตรวจชีพจร ใช่หรือเปล่า”
“เอ่อ ฝ่าบาท นั่นเป็นเพราะ”
“ซงยอน จะยังไงก็ช่าง อย่าให้ตัวเองเสียสุขภาพเด็ดขาด เข้าใจที่พูดใช่ไหม”
“หึ เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันเข้าใจ ต่อให้ เห็นแก่ลูกในท้อง,หม่อมฉันก็ต้องดูแลตัวเองอย่างดี ฝ่าบาทไม่ต้องทรงเป็นห่วงหรอกเพคะ”
พระสนมซองซงยอนเรียกให้เทซูมาพบ
“มาแล้วหรือ นั่งลงสิ ดูเหมือนว่านานเต็มที ที่เราไม่ได้เจอกันแบบนี้นะ”
“พะยะค่ะ”


“หึ มองอะไร อย่าทำหน้าอย่างงั้นสิ ข้าไม่ได้เป็นไร อย่าห่วงเลย”
“พระสนม”
“เอ่อ จริงๆ แล้วคือ ข้ามีเรื่องบางอย่างจะขอไหว้วานเจ้า”
“ไหว้วานหรือ”
“อึม เจ้าออกไปข้างนอก หาหมอให้ข้าซักคนได้ไหม”
“พระสนม จะหาหมอชาวบ้านหรือพะยะค่ะ”
“อึม ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี และพามาพบข้า อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด จะทำได้ไหม”
“แต่หม่อมฉันไม่เข้าใจ ในวังมีหมอหลวงมากมายอยู่แล้ว ทำไมต้องหาหมอชาวบ้านอีก”
“เรื่องนี้ ไว้วันหลังข้าค่อยบอกเจ้า เอ่อ อีกอย่าง อยากให้เจ้ารับปากเรื่องหนึ่งด้วย เรื่องนี้ ห้ามไปทูลฝ่าบาท ที่สำคัญ ถ้าข้าไม่อนุญาต เจ้าห้ามถามหมอว่าข้าเป็นอะไร ทำไมต้องให้เขามาพบ หรือว่าข้ามีจุดประสงค์อื่นกันแน่”
“แต่ว่าพระสนม”
“ถือว่าข้า ขอร้องเจ้า ในฐานะเพื่อนเก่าเถอะนะ ถ้ายังไง โปรดรับปากข้า ปิดเป็นความลับได้ไหม รับปากข้ามาเร็ว”
เวลานั้นพระเจ้าจองโจทรงงานอยู่กับชองยายง
“อึ๊บ นี่คืออิฐก้อน ที่ผสมดินแดงแล้วนำไปเผาพะยะค่ะ มีความแข็งแกร่งคงทนเป็นพิเศษ ไว้สำหรับสร้างกำแพงเมือง จะดูสวยงามและมั่นคง”
“แต่การใช้อิฐสร้างบ้าน ในสมัยโกคูรยอก็ไม่ค่อยนิยมแล้วนี่นา” พระเจ้าจองโจตรัส
“แต่ว่าฝ่าบาท ที่ต้าชิงไม่เพียงแต่กำแพงเมืองเท่านั้น แม้แต่บ้านคนก็นิยมสร้างด้วยอิฐพะยะค่ะ”
เชกาเห็นด้วย “นั่นสิพะยะค่ะ ถ้าใช้ก้อนหินนอกจากขนส่งลำบากแล้ว ยังเสียทั้งเงินและเวลาโดยใช่เหตุ”
“ไม่เพียงแค่นี้ ความคงทนก็น้อยกว่า ความสวยงามก็สู้ไม่ได้ด้วย”
“ถึงอย่างงั้นก็เถอะ ด้วยวิทยาการของเรา ยังไม่พอที่จะผลิตก้อนอิฐที่มีความคงทนถาวรนี่นา”
“อ้อ ถ้าไม่ดีจริง หม่อมฉันคงไม่ทูลเชิญมาทอดพระเนตร หม่อมฉันได้สร้างโรงงานที่เมืองซูวอน สามารถแก้ปัญหาที่ฝ่าบาททรงกังวลได้หมดพะยะค่ะ”
เมื่อจะเสด็จเข้าตำหนักทรงกำชับกับพวกเทซูว่า
“คราวก่อนที่มีคนบุกรุกวังหลวง เราแทบจับมือใครดมไม่ได้ แต่เชื่อว่าพวกเขา คงไม่ได้หวังจะฆ่าข้า แต่ต้องการของบางอย่างที่อยู่กับข้ามากกว่า ถ้ารู้ว่าเราจะสร้างเมืองใหม่ พวกเขาต้องมาก่อกวนแน่ ข้าจึงอยากให้พวกเจ้าไปอยู่กับคนทำงานที่นั่น เผื่อมีอะไรน่าสงสัย จะเป็นเบาะแสบ้าง”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
ขณะที่เทซูพาหมอมาให้พระสนมซองซงยอนเรียบร้อย หมอตรวจอาการแล้วตกใจมาก พระสนมซองซงยอนเห็นอาการของหมอก็รู้ทันที



“หึ ก่อนหน้านี้ไม่นาน ข้าคลำเจอก้อนเนื้อที่ใต้อก เลยไปอ่านตำราแพทย์ บวกกับอาการข้างเคียงที่เป็น คล้ายกับโรคเนื้อร้ายไม่มีผิด เลยเชิญท่านมาตรวจให้แน่ใจอีกที เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วง ที่ข้าสันนิษฐาน คงไม่ผิดใช่ไหม”
“ทรงอภัยด้วย พะยะค่ะ ถ้าอย่างงั้น หม่อมฉันขอทูลพระสนมว่า โรคที่ทรงเป็นอยู่ คือเนื้อร้ายจริงๆ พะยะค่ะ อีกทั้งอาการลุกลาม อยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วง หม่อมฉันขอเสนอให้แจ้งสำนั กหมอหลวง เพื่อทำการรักษา”
“อีกนานมั้ย ข้าจะอยู่อีกนานแค่ไหน”
หมอชาวบ้านอึกอัก “เอ่อ”
“ข้ารู้ว่าโรคแบบนี้ เทวดาก็รักษาไม่หาย ฉะนั้นจงบอกมาสั้นๆ ข้าจะมีเวลาอีกเท่าไหร่ หึ บอกให้ข้ารู้ตามตรง ท่านหมอ”
“เอ่อ คือ เรื่องนี้ หม่อมฉันคงไม่อาจให้คำตอบที่แน่ชัดได้ โรคประเภทนี้ แม้จะอยู่ในขั้นรุนแรง แต่หากกินยา ประเภท “อุนแบวอน” หรือว่า “โยยีตัน” อย่างต่อเนื่อง ก็พอจะช่วยประทังได้”
“ไม่ ข้าจะไม่กินยา”
“หา อะไรนะ”
“อุนแบวอนเป็นยาที่มีฤทธิ์แรง คนที่กินมากๆ อาจมีผลกระทบต่อเด็กในครรภ์”
“เอ่อ แต่ว่าพระสนม ถ้าไม่ยอมเสวยยาประเภทนี้”
” เข้าใจผิดแล้ว ที่ข้าเชิญมา ไม่ใช่ให้มาเกลี้ยกล่อมข้า หึ ที่อยากรู้ก็แค่ว่า ถ้าผู้ป่วยที่ไม่รับยาชนิดไหน ปกติจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ หึ ท่านตอบมาตามนี้ก็พอ หึ อยู่ได้อีกหลายเดือนจนกว่าจะคลอดลูก เป็นไปได้หรือเปล่า ข้าจะมีความหวังขนาดนั้น ฮือ จะเป็นไปได้มั้ย”
หมอชาวบ้านอึ้ง “พระสนม”
ใน ที่สุดหมอก็บอกว่า “ถ้าสวรรค์เมตตา ไม่ให้อาการกำเริบเร็วนัก ไม่แน่ว่า อาจจะอยู่ถึงวันที่มีประสูติกาล แต่ว่า กว่าจะถึงวันนั้นจะทรงทรมานมาก เพราะทุกวันนี้ อาการเจ็บปวดก็เริ่มมีแล้ว ยิ่งถ้าไม่เสวยโอสถ ใครก็ยากจะต้านทานความเจ็บปวดได้นะพะยะค่ะ”
พอหมอออกมาเทซูก็ถามว่าพระสนมมีเรื่องอะไร พอดีพระสนมซองซงยอนออกมาห้ามไม่ให้หมอบอก แล้วก็ขอร้องเทซูไม่ให้ทูลอะไรกับพระเจ้าจองโจ เทซูจึงนิ่งไป
ชองยายงให้พวกคังซกกีมาช่วยงาน ทำให้พวกเขาเจอหน้าคนร้ายที่หลบหนีไป เขาจับมาคาดคั้นจนรู้ว่าผู้ที่บงการเขาคือมินจูซี แล้วพากันไปตรวจค้นที่บ้านผุกชุน แชซกจูรีบรายงานให้พระหมื่นปีจองซุนทราบทันที พระหมื่นปีจองซุนทรงตกพระทัยมาก
ด้านเทซูก็กลับมาทูลรายงานพระเจ้าจองโจ
“แม้จะตรวจค้นบ้านนั้นจนทั่ว แต่ดูเหมือนนักโทษจะรู้ตัวเลยหนีไปก่อน ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ”
“ถ้าหนีก็คงไปไม่ไกล ส่งทหารไปตามล่าอีก ยังไงก็ต้องจับมาให้ได้ เข้าใจมั้ย”
“พะยะค่ะ น้อมรับพระบัญชา หึ”
พระเจ้าจองโจมีรับสั่งกับแชจีคยอมว่ายังไงก็ต้องจับตัวมินจูซีมายันความผิดของพระหมื่นปีจองซุนให้จงได้
พระสนมซองซงยอนทรงหมดสติไป พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่ยอมให้ หมอหลวงตรวจ แม้พระมเหสีโยอึยจะเข้ามาขอร้อง พระสนมซองซงยอนยังขอออกไปอยู่นอกวัง
“พระมเหสีเพคะ หม่อมฉันขอบังอาจ ทูลขออนุญาตซักเรื่องได้ไหม หม่อมฉัน อยากไปอยู่ข้างนอกซักพัก จนกว่าจะถึงกำหนดคลอดได้ไหมเพคะ”
“จะไปอยู่ข้างนอกหรือ”
“ใช่แล้วเพคะ”
พระมเหสีโยอึยสงสารพระสนมซองซงยอนจึงไปทูลพระพันปีเฮคยองให้
“งั้นหรือ นางบอกว่าจะไปอยู่ข้างนอกหรือไง”
“เพคะ เพราะหลังจากเสียลูกไป นางก็แทบไม่มีความสุข จึงขออนุญาตไปอยู่ข้างนอกเพคะ”
“ก็น่าอยู่หรอก เรื่องแบบนี้มันน่าเห็นใจ เอาเถอะ ตามใจนางก็ได้ เผื่อบางทีจะเป็นผลดีต่อลูกในครรภ์ งั้นเจ้าก็ช่วยจัดหาบ้านที่สะดวกสบาย ให้นางไปพักผ่อนเถอะนะ”
“เพคะเสด็จแม่”


ขณะที่เทซูรู้ข่าวพระสนมซองซงยอนหมดสติ แถมยังไม่ให้หมอตรวจ ก็ยิ่งสงสัย เขาจึงกลับไปหาหมอที่พาไปตรวจอาการพระสนมซองซงยอนจนรู้เรื่องโรคเนื้อร้าย
ด้านพระสนมซองซงยอนก็มาทูลลาพระเจ้าจองโจ
“เฮ่อ จะไปอยู่ข้างนอก จำเป็นอย่างงั้นเชียวหรือ”
“หึ ทรงอภัยด้วยเพคะ”
” เพราะคิดถึงลูก เลยไม่อยากอยู่นี่ล่ะสิ ใช่ ขนาดข้ายังเกือบจะแย่ แล้วนับประสาอะไรกับเจ้า ข้ายังหวังให้เจ้าอยู่ในวังอีก คงจะเป็นการฝืนใจมากไป”
“ฝ่าบาท”
“แต่ว่า ทำไมต้องไปถึง “ฮาชอง” ในเมืองก็มีบ้านให้เลือกเยอะแยะ ทำไมต้องไปไกลขนาดนั้น”
“หึ น้องชายหม่อมฉัน ไปอยู่ที่นั่นน่ะเพคะ เลยคิดว่า อยู่กับเขาอาจช่วยให้สบายใจขึ้นบ้าง”
“งั้นหรือ อย่างงี้นี่เอง”
“ยังไงซะ ไม่นานหม่อมฉันคงกลับมา แต่จะคอยส่งข่าวมาถวายอยู่เสมอ แม้แต่ฝ่าบาทเองก็ต้องหมั่นเขียนจดหมาย ให้คนส่งข่าวถึงหม่อมฉันบ้างนะ เพคะ”
“ไม่ล่ะ ข้าจะไปหาเจ้า”
“ฝ่าบาท”
“ตั้ง 4 เดือนเชียวนะ ใครจะยอมจากเจ้าตั้งนานขนาดนั้น ยังไงข้าจะหาเวลาไปเยี่ยมเจ้าให้ได้”
เทซูรีบกลับมาทูลพระเจ้าจองโจ เพื่อยับยั้งไม่ให้พระสนมซองซงยอนเดินทางออกนอกวังหลวง แล้วเทซูก็ตามไปขวางขบวนของพระสนมซองซงยอน
“เทซู”
“หึ เพราะอย่างงี้ใช่ไหม เป็นเพราะเรื่องนี้ ถึงขอให้หม่อมฉันอย่าพูดอะไร ออกมา ฮือ แล้วทรงคิดว่า จะปิดบังทุกคนไปถึงเมื่อไหร่กัน ฮือ จนกว่าพระสนม ฮือ จะ ฮือ จะไปจากโลกนี้หรือ ฮือ และถึงตอนนั้น ฮือ ก็ยังจะปิดฝ่าบาทไม่ให้ ทรงทราบความจริงหรือไง”
พระสนมซองซงยอนร้องไห้ออกมา “ฮือ เทซู”
“ฮือ หันขบวนกลับวังเดี๋ยวนี้”
“เอ่อ เทซู”
“ไม่ได้ยินหรือไง นี่คือพระบัญชาของฝ่าบาท ยังไม่รีบพาพระสนมกลับไปอีก”
เมื่อกลับถึงวังหลวง พระเจ้าจองโจทรงรอพบพระสนมซองซงยอน
“ฝ่าบาท”
” เพราะอะไร ทำไมถึงทำแบบนี้ โรคเนื้อร้ายหรือ ทำไมเจ้าถึง เป็นโรคแบบนี้ได้ ฮือ แถมยังปิดบัง ไม่ให้ข้ารู้อีก โดยการออกจากวัง เจ้าไม่คิดว่า นี่เป็นการโหดร้ายต่อข้าหรือ”
“ฮือ ฝ่าบาท ฮือ หม่อมฉันแค่อยากรักษาลูกไว้ ฮือ จะด้วยวิธีไหนก็ตาม หม่อมฉันก็จะรักษาลูกเอาไว้เพคะ”
“ทำแบบนี้ เจ้าต้องแลกด้วยชีวิตเชียวนะ เพื่อลูกของเรา เจ้าอาจต้องตาย เพื่อจะมีเขางั้นหรือ ลูกจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ ทำไมเจ้าถึง”
“ไม่หรอกเพคะ ฮือ หม่อมฉันไม่อาจทำใจได้ หม่อมฉัน ไม่อยากสูญเสียลูกคนนี้ไปอีก”
“ซงยอน”
” ในวันที่ เซจาจากเราไป ฮือ หม่อมฉันได้ฝันถึงเขา เขามาหา ฮือ และบอกหม่อมฉันว่า จะกลับมาอีก หม่อมฉันได้ยินเขาพูด ฮือ เพราะฉะนั้น ลูกคนนี้ ฮือ ต้องเป็นเซจามาเกิดใหม่ ฮือ”
พระเจ้าจองโจทรงอึ้ง “ซงยอน”
“ฮือ มันเป็นโรคที่รักษาไม่หายอยู่แล้ว ฝ่าบาทก็ทรงทราบ หม่อมฉัน ไม่อยากให้ตัวเองมีชีวิตยืนยาว โดยการแลกกับลูก หม่อมฉัน ไม่อยากเป็นแม่ที่ แม้จะแค่ปกป้องลูกตัวเองยังทำไม่ได้เพคะ ฉะนั้น ฮือ ฝ่าบาทโปรดอย่าทรงขัดใจหม่อมฉันอีกเลย ให้หม่อมฉัน อยู่จนกว่าจะคลอดลูกเถอะเพคะ ฮือๆๆ”
“ถ้าอย่างงั้น แล้วข้าจะทำไง เจ้า จะไม่เป็นห่วงข้าบ้างหรือ ถ้าเสียเจ้าไป ข้าจะอยู่ได้ยังไง เจ้าไม่คิดถึงจิตใจข้าใช่ไหม”
“ฮือๆๆ ฝ่าบาท”
” ข้าไม่อาจขาดเจ้าได้ เข้าใจหรือเปล่า ถ้าข้ายังอยู่ ยังไงก็ไม่ให้เจ้าไปก่อน เจ้าต้องกินยาประทังไว้ พรุ่งนี้ ไม่ใช่ ต้องกินยาเดี๋ยวนี้ ข้าจะรักษาเจ้าก่อน เข้าใจมั้ย ฮือ”


“ฝ่าบาทเพคะ ฝ่าบาทๆ ฮือๆๆ ฮือๆๆ ฝ่าบาท ฮือๆๆ”
พระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งกับแชจีคยอมว่า
“ใครที่ไม่ตั้งใจรักษาพระสนม ให้ปลดจากตำแหน่งและไต่สวนเอาผิดด้วย”
“พะยะค่ะ”
” และให้คนไปติดประกาศทั่วเมือง ใครมีวิธีรักษาโรคนี้ก็เสนอมา ไม่ว่าเป็นหมอที่ไหนก็ช่าง ขอเพียงรักษาโรคนี้ได้ ให้มาพบข้าในวังให้หมด เข้าใจมั้ย”
“พะยะค่ะ”
โชบีรู้ข่าวก็รีบไปรายงานพระสนมซองซงยอน
“พระสนม ฝ่าบาทมีรับสั่ง ไม่เพียงระดมความคิดจากหมอหลวง ยังให้ทหารออกไปหาหมอชาวบ้านที่เคยรักษาโรคแบบนี้มาเข้าเฝ้าด้วยเพคะ หึ หม่อมฉันเชื่อว่า พระสนมต้องทรงหายดี พระสนมต้องทรงเข้มแข็ง อย่ายอมแพ้ง่ายๆ นะเพคะ”
“พระสนม พระพันปีเสด็จมาเพคะ”
“เสด็จแม่”
“หึ ซงยอน”
“โรคของหม่อมฉัน ได้ยินว่าเข้าถึงภายในจนไม่อาจเยียวยาได้อีกแล้วเพคะ ไม่ว่าหมอคนไหนก็ตาม คงไม่อาจรักษาได้อีก”
“ซงยอน ทำไมพูดท้อแท้อย่างงั้นล่ะ เจ้าต้องเข้มแข็งไว้ ฝ่าบาทกำลังหาหมอจากทั่วเมืองมา ข้าเชื่อว่า ยังไงต้องมีทางรักษาแน่”
“หม่อมฉันรู้ตัวเองดีเพคะ แต่ว่า ลูกในท้องยังพอมีทางรอดได้ ไม่น่าห่วง ขอเพียงหม่อมฉันไม่กินยาเท่านั้น ไม่แน่ว่า ลูกอาจจะออกมาอย่างปลอดภัยก็ได้เพคะ”
“ซงยอน”
” ฮือ หม่อมฉันจึงอยากทูลขอ ให้เสด็จแม่ ช่วยไปเกลี้ยกล่อมฝ่าบาทให้ที เพื่อให้หม่อมฉันได้รักษาลูกไว้ ขอให้ฝ่าบาท อย่าทรงเสียแรงเปล่าอีกเลยเพคะ”
พระพันปีเฮคยองทรงถอนพระทัย
“ฮือ เสด็จแม่เพคะ ฮือๆๆ ฮือๆๆ”
พระสนมซองซงยอนไม่ยอมกินยา จนพระเจ้าจองโจเสด็จมาและทรงบังคับให้กินด้วยพระองค์เอง
“ถือว่าขอร้องล่ะ ได้โปรด รีบกินยาเข้าไปเร็วเข้า”
“ฮือ ฮือ”
” ข้าขาดเจ้าไม่ได้ ถ้า ถ้าไม่มีเจ้า ข้าแทบไม่อยากอยู่ต่ออีก เจ้าเคย เคยพูดกับข้าว่า จะอยู่กับข้าชั่วชีวิต เจ้าเคย สัญญากับข้าไว้ ชาตินี้จะไม่มีวันทิ้งข้าไป”
“ฮือ ฮือ ฝ่าบาท ฮือๆๆ ฮือ โปรดอย่าทรงทำแบบนี้ ฮือ อย่าทรงเสียพระทัย เพราะเรื่องของหม่อมฉันอีกเลยเพคะ ฮือๆๆ”
“ฮือ อยู่ต่อไป ได้ไหม ถือว่าข้าขอร้องเจ้า อยู่ต่อเพื่อข้าเถอะนะ ฮือ”
“ฮือ ฝ่าบาท ฮือๆๆ ฝ่าบาท ฮือๆๆ ฮือๆๆ ฝ่าบาท ฮือๆๆ”

จบดอนที่ 73

Lee Seo Jin is back!




Lee Seo-jin brings horror to summertime

06-02-2009 / Korea

source: TV report
Translations:
dramabeans

Summer doesn’t just mean horror films (like the upcoming Suicide Pact); it also means horror television (like last year’s Hometown of Legends anthology series).

Lee Seo-jin’s new project Soul [
혼(魂)] fits the bill, airing in August as a ten-episode horror drama. The plot features a ghost seeking to punish evildoers after suffering a wrongful death. It’s set in high school and deals with issues like college entrance exams.

With Soul, MBC is reviving its summertime horror drama programming after 14 years; it first kicked off the subgenre in 1994 with M, which I remember watching and being sufficiently creeped out by. In retrospect, the special effects were cheesy and laughable (also, Shim Eun-ha as a vengeful ballerina!), but at the time it was fresh and new, and marketed as a way of giving viewers a “chill” in the hot summer months.

This follows a year-long break after Lee Seo-jin’s last project, the long historical series Yi San (as well as a high-profile breakup with actress and former co-star Kim Jung-eun).

The female lead, Im Joo-eun, was selected after a fierce open audition; the 21-year-old newcomer got her start in 2007’s Merry vs. Daegu Battle. A team of three writers will pen scripts (In Eun-ah of Goong and Love & Marriage; Park Young-sook of Hello Miss; and Go Eun-nim of Bungee Jumping of Their Own). Directing is Fantasy Couple’s Kim Sang-ho and Auction House’s Kang Dae-sun. It follows Triple.


배우 이서진이 MBC 납량드라마 ‘혼’ 출연을 확정지었다.
[2009-06-02 10:48:43]

이서진 컴백앞두고 골프 헬스로 몸만들기

탤런트 이서진이 1년만의 연기 컴백을 앞두고 골프와 헬스로 몸 만들기에 돌입했다.

이서진은 오는 8월 방송예정인 MBC 납량드라마 '혼' 남주인공으로 캐스팅 됐다. 2008년 5월 종영된 MBC '이산' 이후 1년 여 만의 연기 활동 재개다. 이서진은 이를 위해 최근 골프와 헬스 등으로 몸 만들기에 돌입했다.

한 관계자는 "이서진이 컴백을 앞두고 체력 단련과 함께 몸 만들기에 나섰다. 매일 헬스장에서 서너시간씩 운동을 하며 골프연습장에서 유연성을 기르는 등 컴백을 준비하고 있다"고 전했다.

‘혼’은 억울하게 살해된 귀신이 주인공의 몸을 통해 악을 응징한다는 내용으로 학교를 중심으로 입시 문제 등 현재의 이슈를 담아 새로운 한국형 공포 드라마를 선보일 예정이다.

이서진은 여고생에게 빙의된 억울하게 살해된 남자의 혼령을 이용, 절대권력의 악을 응징하는 범죄심리학자로 출연한다. 이를 위해 냉철하고 카리스마 있는 캐릭터를 소화하기 위해 몸 만들에 나선 것.

‘혼’은 MBC가 1994년 심은하의 '엠'(M), 1995년 이승연의 '거미' 후 14년만에 부활시키는 납량특집 드라마. 차세대 호러퀸으로 신예 임주은이 캐스팅됐다.

한편 이서진은 지난해 11월 탤런트 김정은과 결별의 아픔을 겪은 후 외부 활동을 자제해 왔다.

이재환 star@newsen.com



Details
Title: 혼 (魂) / Hon
Also known as: Soul / Spirit / Ghost
Episodes: 10
Genre: Horror
Broadcast Network: MBC
Broadcast period: 2009-Aug-05 to 2009-Sep-??
Air time: Wednesday & Thursday 21:55

Synopsis
The plot will focus on a girl who has a ghost who had been unfairly murdered living in her body and the drama also center on the lead's entrance examination problems. Lee Seo Jin portrays a criminal psychoanalyst.

Production Credits
Screenwriter: In Eun Ah, Go Eun (고은), Park Young Sook (박영숙)
Producer: Kim Sang Ho, Kang Dae Sun (강대선)

Source : http://www.newsen.com/
http://wiki.d-addicts.com/Soul

Wednesday, 3 June 2009

Tuesday, 2 June 2009

3 ดารา : บทบาทพระเจ้าจองโจ

Lee Seo Jin : King Jeong Jo ใน Wind of the Palace


Bae Soo Bin : King Jeong Jo ใน The Painter of the wind


Kim Sang Joong : King Jeong Jo
ใน Eight Days Mystery of Jeong Jo Assassination

ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจองโจที่ 22 แห่งราฃวงศ์โชซอน ทำให้ผู้ผลิตละครของประเทศเกาหลีใต้ สร้างละครที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าจองโจถึง 3 เรื่อง ได้แก่

The Painter of the Wind (SBS, 2008)

Yi San (MBC, 2007)

Eight Days Mystery of Jeong Jo Assassination (CGV, 2007)

ที่มา : http://wiki.d-addicts.com/

Monday, 1 June 2009

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 72

ดูออนไลน์ : ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 72 (พากย์ไทย) โดย SUMUNEE


ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 72

องค์ชายมุนโฮเติบโตขึ้น เป็นที่รักของทุกคน พระเจ้าจองโจทรงหาเวลามาเล่นกับองค์ชายมุนโฮไม่เคยขาด
องค์ชายมุนโฮทูลพระเจ้าจองโจว่า “รูปกายได้รับจากพ่อแม่”
“ดีมาก แล้วรู้ความหมายของประโยคนี้มั้ ย”
“หมายถึงพ่อแม่คือผู้ให้กำเนิดทุกอย่างของเรา”
“เฮ่อๆๆ ใช่ พูดดีมาก รู้กระทั่งความหมาย ช่างเก่งจริงๆ”
“ขอบพระทัยที่ทรงชม”


แชจีคยอมทูลว่า “ระหว่างที่เรียนตำราพันอักษร หม่อมฉันสอนเรื่องความกตัญญูบ้าง ปรากฏว่าองค์ชายทรงจำได้แม่นพะยะค่ะ”
“ใต้เท้าเห็นหรือเปล่า เด็กตัวแค่นี้ เขียนอักษรด้วยพู่กันได้แล้ว หึ รู้หรือเปล่าว่าเจ้าเขียนอะไรออกมาน่ะ”
“เป็นคำว่าเสด็จพ่อและเสด็จแม่พะยะค่ะ”
“หึ ท่านคิดเหมือนข้าหรือเปล่า ลูกคนนี้ยิ่งโต ก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น”
“ถูกแล้วพะยะค่ะ หม่อมฉันว่า ทรงปราดเปรื่องเหมือนฝ่าบาทตอนยังทรงพระเยาว์อยู่”
“ไม่หรอกใต้เท้า ตอนนั้นข้ายังสู้เขาไม่ได้ ความฉลาดของวอนจาเหมือนจะเหนือกว่าข้าอีก ข้าจะพาไปหอตำรา อวดความสามารถให้พวกบัณฑิตได้เห็น”
“องค์ชายทรงปราดเปรื่องถึงเพียงนี้ เป็นเพราะบารมีของฝ่าบาทพะยะค่ะ”
“ไม่แค่เป็นวาสนาของข้า ยังเป็นบุญของบ้านเมืองและราษฎรด้วย เพราะเขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นว่าที่รัชทายาท พระราชาในอนาคตของเรา”
องค์ชายมุนโฮกลับมาเล่าให้พระสนมซองซงยอนฟัง
“หึ จริงหรือลูก วันนี้เจ้าเขียนอักษรให้เสด็จพ่อทอดพระเนตรด้วยหรือ”
“พะยะค่ะเสด็จแม่ เสด็จพ่อยังมีรับสั่งชมว่าหม่อมฉันลายมือสวย”
“หึ งั้นวันหลังต้องเขียนให้แม่ดูบ้างล่ะ แม่ก็อยากเห็นลายมือเจ้าว่าจะสวยขนาดไหน”
“พะยะค่ะ”
พระมเหสีโยอึยเสด็จมา “อ้อ พระมเหสี”
“ข้าจะมาพาวอนจาไปเดินเล่นที่อุทยาน โชคดี ไม่ได้มาสายใช่ไหม”
“ไม่สายเพคะ”


“หึ ไม่เจอวันเดียว วอนจาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนะจ๊ะ”
“ขอบพระทัยพระมเหสีพะยะค่ะ”
“หึๆๆ หึ พอเห็นท่านมา ก็รู้ว่าเสด็จแม่อยากพบองค์ชายอีกแล้ว”
“ใช่เพคะ รับสั่งให้เตรียมของว่างแต่เนิ่นๆ เพื่อรอองค์ชายไปเฝ้าเพคะ”
“งั้นก็รีบไปเถอะ ทุกวันนี้เสด็จแม่ก็รอแต่องค์ชายไปเฝ้าเท่านั้น” พระมเหสีโยอึยตรัส
“ได้เพคะ หึ ไปลูก”
และขณะที่ไปเฝ้าพระพันปีเฮคยอง ทรงชื่นชมว่าองค์ชายมุนโฮหัวไว พลางตรัสถามว่าทำไมเก่ง องค์ชายมุนโฮทูลตอบว่า
“เพราะเสด็จพ่อรับสั่งว่าจะให้หม่อมฉันเป็นรัชทายาท จึงต้องใฝ่หาความรู้พะยะค่ะ”
“อ้อ เอ่อ หึๆ งั้นหรือ เสด็จพ่อรับสั่ง ว่าจะให้เจ้าเป็นรัชทายาทจริงหรือจ๊ะ”
“พะยะค่ะเสด็จย่า”
พระมเหสีโยอึยสังเกตเห็นสีหน้าของพระสนมซองซงยอนไม่ค่อยดีจึงตรัสถาม
“สีหน้าเจ้าไม่สู้ดีนัก เป็นเพราะคำพูดเมื่อกี้ขององค์ชายน้อยหรือเปล่า”
“หึ ทุกวันนี้เหล่าขุนนางยังไม่พอใจ ที่ฝ่าบาทถือเสมือนลูกคนนี้เป็นโอรสของมเหสีเอก แล้วยังจะมีรับสั่งให้เป็นรัชทายาทได้ยังไงเพคะ”
“อีกหน่อยเขาโตขึ้นก็ต้องได้เป็นรัชทายาทอยู่แล้ว ข้าว่าเจ้าอย่าคิดมาก ปล่อยไปตามครรลองดีกว่านะ”
“แต่ในวัง ยังมีพระมเหสีและพระสนมวาพิน ซึ่งพร้อมจะตั้งครรภ์ได้ทุกเมื่อนะเพคะ”
” ไม่หรอก ตอนนี้เขาก็คือองค์ชายใหญ่แล้ว ไม่ว่าขุนนางจะพูดยังไง เขาก็คือสายพระโลหิตของฝ่าบาท และข้า ก็เห็นว่าไม่มีใครเหมาะกว่าเขา ที่จะครองราชย์ต่อจากฝ่าบาทอีก”
“พระมเหสี”



“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเรื่องอะไร จริงอยู่ คงมีหลายคนคัดค้านไม่อยากให้เขาเป็นรัชทายาท แต่ว่า มันเป็นปัญหาที่เราต้องคอยแก้อยู่แล้ว ส่วนเจ้าเองก็ต้องเชื่อมั่นตามนี้ ใครจะพูดยังไงก็ช่าง ลูกของเจ้ามีสิทธิ์อย่างเต็มเปี่ยม”
“พระมเหสี” พระสนมซองซงยอนซาบซึ้ง
เวลานั้นพระเจ้าจองโจทรงไปดูชองยายงทำงาน ชองยายงแปลกใจว่าทำไมถึงเสด็จมาได้
“อะไรกันนี่ ห้องทำงานรกยิ่งกว่ารังหนู”
“ถึงจะรก แต่ก็เป็นระบบพะยะค่ะ”
“เป็นระบบหรือ ยุ่งขนาดนี้เนี่ยนะ”
“พะยะค่ะ ที่ๆ ฝ่าบาทประทับอยู่ เป็นข้อมูลการชลประทานของเมืองซูวอน ถัดไปก็เป็นแผนผังสร้างเมืองใหม่ ส่วนข้อมูลทางนี้ และที่กองอยู่เต็มโต๊ะ ก็เป็นข้อมูลทางการค้าและการเพาะปลูก”
“งั้นก็หมายความว่า งานที่ข้าสั่ง ได้เตรียมการเสร็จแล้วใช่ไหม”
“พะยะค่ะ ถูกต้องแล้ว”
“ดีมาก งั้นพูดให้ข้าฟังซิ”
“พะยะค่ะ เชิญทอดพระเนตรนี่ก่อน นี่คือแผนที่ของอาณาเขตที่เรียกว่า ยูชอง”
“งั้นหรือ”
“มีสามด้านเป็นพื้นราบ ทิศใต้สามารถไปถึงเมือง “ชองจู” และ “นาจู” ทั้งยังเชื่อมต่อกับ “อันตง” และ “แทคู” เป็นทำเลที่ดีมาก”
“เรื่องสุสานใหม่ไปถึงไหนแล้ว” ชองยายงอึกอัก
เชกาทูลว่า “หม่อมฉันจะทูลให้ทรงทราบเอง พิธีเซ่นไหว้การเคลื่อนย้าย จะจัดที่ที่ว่าการเมืองซูวอน”
“แล้วธุรการต่างๆ จะไปทำที่ไหน”
“แถวนี้มีอาคารว่างอยู่ ให้ย้ายไปชั่วคราวพะยะค่ะ”
“แต่ว่า มันก็ไม่ค่อยสะดวกนัก ควรจะสร้างที่ว่าการหลังใหม่พะยะค่ะ”
“นี่คือที่ดินที่ต้องเวนคืน หากจะก่อสร้างที่ทำการแห่งใหม่พะยะค่ะ”
“ข้ารู้แล้ว ไว้จะไปศึกษาดูว่าจะเวนคืนยังไงดี”
“แต่ว่าฝ่าบาท จำเป็นต้องเวนคืนขนาดนี้หรือพะยะค่ะ ที่ทำการแห่งใหม่ ไม่ต้องกินบริเวณกว้างขวางมากก็ได้”
“ถ้าเราย้ายที่ทำการ ชาวบ้านก็จะย้ายตาม อย่างน้อยก็ควรมีที่ทำกินให้พวกเขา”
“แต่ว่าฝ่าบาท ที่ดิน “200 ปัน” เท่ากับเมืองหลวงเกือบครึ่ง ทำไมต้องทำให้ใหญ่ขนาดนี้พะยะค่ะ”
“ข้ายังกลัวจะไม่พอด้วยซ้ำ จะตัดถนนใหม่ จากทางใต้เพื่อไปเชื่อมต่อกับเมืองอื่น ไม่เพียงแต่ชาวเมืองซูวอน แม้แต่คนเมืองหลวงจะโยกย้ายก็ได้”


“ฝ่าบาท จะให้ชาวเมืองหลวงย้ายด้วยหรือพะยะค่ะ”
“ใช่ เพราะข้าคิดว่า จะสร้างเมืองใหม่แทนเมืองฮันยางในปัจจุบัน”
เชกาตกใจ “หา”
“หม่อมฉันขอบังอาจทูลถาม เมืองใหม่อะไรกัน ถ้าทรงทำจริง รากฐานของเมืองหลวงเก่า ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของขุนนางจะถูกทำลายไปด้วย”
“ใช่ สิ่งที่ข้าทำ เพื่อต้องการขจัดอิทธิพลของพวกเขา ข้าจะพัฒนาเมืองซูวอนขึ้นใหม่ ให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการเกษตรสมัยใหม่ เข้าใจหรือยัง นี่คือจุดประสงค์ที่ข้าจะย้ายสุสานของเสด็จพ่อมาที่นี่ เพราะนี่ คือแผนการปฏิรูป ที่ข้าตั้งใจจะทำให้เห็นผลให้ได้”
พระหมื่นปีจองซุนทรงทราบจากพวกแชซกจูว่าพระเจ้าจองโจเสด็จไปเมืองซูวอนเงียบๆ ถึงสามคนแล้วก็แปลกพระทัยมาก
“และก่อนหน้านี้ ก็ส่งพวกบัณฑิตไปดูก่อน เหมือนจะสำรวจลู่ทางล่วงหน้าหม่อมฉันว่าฝ่าบาท คงจะทำอะไรบางอย่าง โดยใช้เมืองซูวอนเป็นศูนย์กลางแน่”
“ใช่ และไม่ว่าจะทำอะไร ก็มีแต่ทำให้เราเข้าตาจนทั้งนั้น ข้าถึงสังหรณ์ใจแต่แรก ว่าการย้ายสุสานองค์ชายซาโตเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น จับตาดูคนของฝ่าบาทที่ไปเมืองซู วอน ถ้าจำเป็นจริงๆ อาจใช้กำลัง”
พระเจ้าจองโจเสด็จมาดักหน้าพระหมื่นปีจองซุนที่เพิ่งเสด็จกลับตำหนัก พระหมื่นปีจองซุนทรงตกพระทัยแต่ก็แก้ตัวไปได้ว่าไปเอายาให้ญาติ พระเจ้าจองโจให้พวกเทซูไปสืบก็ทราบว่าเป็นจริงดั่งที่พระหมื่นปีจองซุนบอก
” แต่ว่าฝ่าบาท จากที่เราติดตามมาหลายเดือน แม้แต่ขุนนางหลายคน ระยะนี้ก็ไปที่นั่นบ่อยๆ ต่อให้เป็นร้านขายยาชื่อดัง แต่บางคนอยู่ไกลถึง “เฮียวตง” ทำไมต้องไปซื้อยาที่ร้านนี้ มันน่าแปลกนะพะยะค่ะ”
“ใช่ เบื้องหลังต้องมีเลศนัยบางอย่าง เพราะฉะนั้น ไปจับตาดูต่ออีก”
พระหมื่นจองซุนเริ่มรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตาม ทรงตรัสกับแชซกจูว่า
“หึ ข้าจะไม่ยอมนั่งรอความตาย หึ ท่านช่วยไปบอกมินจูซี ให้ส่งคนลอบเข้าวังหลวง”
” ส่งคนลอบเข้าวัง ความหมายก็คือ จะให้ทำอย่างคราวก่อน แอบไปถึงตำหนักใหญ่หรือพะยะค่ะ แต่หม่อมฉันว่า ทำแบบนี้มันจะเสี่ยงเกินไป ทุกวันนี้ในวังคุ้มกันหนาแน่น น่าจะดูลาดเลาไปอีกซักพัก”


“ดูลาดเลาหรือ ข้าไม่มีเวลาถึงขนาดนั้น หึ ข้าไม่อยากเป็นลูกไก่ในกำมือ ให้ฝ่าบาทบีบเล่นยังไงก็ได้ นับแต่นี้ ไม่ว่าทำไงก็ช่าง ข้าต้องเอาสิ่งที่อยู่กับฝ่าบาท กลับคืนมาให้ได้”
พระสนมซองซงยอนเจอกับพระสนมวาพิน พระสนมวาพินทักทายแล้วก็ขอตัวทันที โชบีมองตามและกล่าวกับพระสนมซองซงยอนว่า
“นับแต่องค์หญิงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคติดต่อ พระสนมก็ดูเศร้านะเพคะ”
“อยู่ดีๆ เสียลูกไปทั้งคน เป็นใครก็ต้องเศร้าทั้งนั้น”
“ได้ยินว่าทรงพยายามจะตั้งครรภ์ใหม่อีกครั้ง แต่เรื่องแบบนี้ตบมือข้างเดียวดังที่ไหนกัน”
“หุบปาก” พระสนมซองซงยอนดุ
แล้ววันนั้นเทซูกับพวกก็เห็นความผิดปกติของทหารเวร และไม่ทันไรก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นดีที่พวกเทซูคอยดูแลอย่างดี จึงไม่มีอันตรายใดๆ แม้จะต่อสู้กับคนร้ายบ้าง จนพระเจ้าจองโจได้ยินเสียงตรัสถามว่าเกิดอะไรขึ้น นัมซาโชจึงทูลรายงานว่ามีคนร้ายบุก หัวหน้าองครักษ์เข้ามาทูล
“ฝ่าบาท แถวนี้อันตราย เสด็จกลับตำหนักเถอะพะยะค่ะ”
“มีคนร้ายเข้ามาจริงหรือ”
“จริงพะยะค่ะ”
เทซูเข้ามา “ฝ่าบาท”
“เป็นไงบ้าง”


“มีบางคนถูกฆ่า บางคนหนีไปได้พะยะค่ะ”
“ส่งทหารออกไปตรวจค้น ต้องจับคนร้ายมาให้ได้”
“พะยะค่ะ ตามข้ามา”
คนร้ายกับไปรายมินจูซีด้วยความผิดหวัง
พระเจ้าจองโจทรงเดาเหตุการณ์ได้ว่าคนร้ายต้องการเบี่ยงเบนความสนใจ เพราะต้องการรื้อห้องทรงงาน
“เอ่อ นี่คือ อะไรหรือพะยะค่ะ” เทซูถาม
“เป้าหมายแรกที่พวกเขาต้องการ ก็คือของสิ่งนี้ เฮ่ย”
แล้วพระเจ้าจองโจทรงตรัสกับแชจีคยอมตามลำพังว่า
“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง หมายความว่า นอกจากหม่อมฉันและฝ่าบาทแล้ว ยังมีบุคคลภายนอกที่รู้เรื่องกำปั่นทองหรือพะยะค่ะ”
“ข้าก็คิดอย่างงั้น”
“แล้วจะเป็นใครได้”
“ถ้าให้เดา น่าจะเป็นพระหมื่นปี”
“หา อะไรนะ เอ่อ นี่แปลว่า ที่คนร้ายมาก็เพื่อ”
แล้วเทซูก็ได้รับรายงานว่ามีฮันแทจิกกับชางเมียงอูหายตัวไป จึงสั่งตามล่า
พระหมื่นปีจองซุนทรงโกรธมากที่แผนการล้มเหลว
“ฮึ่ม ก่อกวนจนทุกคนแตกตื่น ทหารวิ่งพล่านทั้งคืนกลับบอกว่าไม่ได้อะไรหรือ ข้าอุตส่าห์ลงทุนถึงขนาดนี้เพื่ออะไรกันแน่ ช่างไม่เอาไหนจริงๆ ปล่อยให้ฝ่าบาทมามัดมือมัดเท้า ในขณะที่เราแทบไม่มีปัญญาทำอะไรเขาได้ แล้วตอนนี้ ข้าจะทำไงต่อดี”
“ไม่แน่ว่า ฝ่าบาททรงอ้างหลักฐานเลื่อนลอยเพื่อข่มขู่พระหมื่นปีก็ได้”


” หึ ไม่มีทาง ไม่ใช่อย่างงั้นแน่ เขามีท่าทีแข็งกร้าวต่อข้านัก แสดงว่าต้องมีหลักฐานจริง หึ เราต้องเอามาให้ได้ ถึงจะไม่ตกเป็นเบี้ยล่าง เข้าใจหรือเปล่า”
พระเจ้าจองโจทรงตรัสกับแชจีคยอมอีกว่าจะแต่งตั้งรัชทายาท
“ฝ่าบาท จะทรงแต่งตั้งรัชทายาทหรือพะยะค่ะ”
“ใช่แล้วใต้เท้า ข้าได้แจ้งไปทางกรมพิธีการ ให้ทำหนังสือไปบอกต้าชิง เพื่อขอความเห็นชอบ”
“แต่ว่าฝ่าบาท ตอนนี้องค์ชายยังเยาว์วัยนัก แล้วทำไมต้องทรงรีบร้อนสถาปนาด้วย หม่อมฉันเห็นว่าน่าจะรอให้เจริญพระชันษากว่านี้”
“ไม่ รอไม่ได้อีกแล้ว”
“ฝ่าบาท”
“ทีแรกข้าก็คิดเหมือนท่าน จะรอให้องค์ชายโตกว่านี้หน่อยค่อยเสนอเรื่องนี้ แต่พอผ่านเหตุการณ์เมื่อคืน รู้สึกว่าเราไม่ควรรอช้าอีก ตอนนี้สิ่งสำคัญคือให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ จึงอยากรบกวนท่าน ช่วยจัดการให้ด้วย”
“เฮ่ย พะยะค่ะ น้อมรับพระบัญชา หึ”


พระสนมซองซงยอนสอนองค์ชายมุนโฮวาดภาพ โชบีก็เข้ามาบอกเรื่อง พระเจ้าจองโจมีพระบัญชาให้เตรียมการสถาปนาองค์ชายมุนโฮเป็นรัชทายาท พระสนมซองซงยอนตกใจมาก รีบไปขอเข้าเฝ้าทันที
“ฝ่าบาท ที่จะให้วอนจาเป็นรัชทายาท ไม่เหมาะอย่างยิ่ง โปรดถอนรับสั่งคืนเถอะเพคะ”
“ซงยอน”
“ตอนนี้ยังเร็วเกินไป ลูกก็ยังเด็กมากนักเพคะ”
“เด็กอะไรกัน ไม่เด็กแล้ว สมัยก่อนพระเจ้า “คยองจง” ก็แต่งตั้งรัชทายาทด้วยวัยขนาดนี้”
“แต่ฝ่าบาทเพคะ”
“ทำไมเจ้าถึงคัดค้านนัก ข้าอยากให้ลูกเราได้เป็นรัชทายาท ทำไมเจ้าถึงไม่เห็นด้วย เพราะว่า เจ้าเคยเป็นคนงานมาก่อนใช่ไหม เหมือนที่พวกขุนนางเอามาพูด เจ้าก็คิดว่าตัวเองต่ำต้อย ไม่คู่ควร อย่างงั้นใช่หรือเปล่า พลอยให้ลูกเราไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้ใช่ไหม”
“ฝ่าบาทเพคะ แต่ว่านี่ก็เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ หรือเพคะ หม่อมฉันเกิดมาฐานะต่ำต้อย ไร้สกุลรุนชาติ ไม่มีความเหมาะสม เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ ที่สำคัญ ฝ่าบาทยังมีพระมเหสี และพระสนมวาพินที่ยังสาวอยู่มาก มีโอกาสจะมีทายาทอีก ฉะนั้น โปรดทรงถอนรับสั่งคืนเถอะเพคะ อย่าให้ปมด้อยของหม่อมฉันกลายเป็นแผลในใจลูก ที่จะถูกคนอื่นเล่นงานได้ไหมเพคะ”
“ซงยอน”
แชซกจูมาทูลพระหมื่นปีจองซุนว่าพ่อของพระสนมวาพิน มาขอร้องให้ช่วยยับยั้งเรื่องแต่งตั้งรัชทายาท จึงสั่งแชซกจู
“งั้นก็รบกวนท่าน ไปบอกให้ขุนนางทั้งหลายช่วยใต้เท้ายุนละกัน เวลานี้ถ้าให้ฝ่าบาทมีรัชทายาทอีก ฐานะก็จะยิ่งมั่นคง ฉะนั้นไม่ว่ายังไงเราก็ต้องขัดขวางให้ได้ อีกอย่าง โอรสองค์นี้ไม่มีความคู่ควรซักนิด ยิ่งมาแต่งตั้งตอนนี้ก็ถือว่าเร็วไปด้วยซ้ำ เรามีข้ออ้างมากมาย สามารถพูดให้เหล่าขุนนางร่วมกันคัดค้านได้เต็มที่”
“หม่อมฉันทราบแล้วพะยะค่ะ”
และเหล่าบัณฑิตและขุนนางต่างก็ทูลให้พระเจ้าจองโจทรงถอนรับสั่งคืน
พระพันปีเฮคยองทรงตรัสกับพระมเหสโยอึยว่า


“นึกแล้วว่าซักวันต้องเป็นแบบนี้ ตั้งแต่นางมีลูกชายให้ฝ่าบาท ข้าก็สังหรณ์แล้วว่า ราชสำนักต้องตึงเครียดเพราะเรื่องนี้แน่”
“หม่อมฉันถึงอยากให้เสด็จแม่ช่วยออกหน้าซักครั้งเพคะ เพราะทรงเป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายใน น่าจะเห็นพระทัยซงยอนบ้าง และทรงโปรดปรานองค์ชายน้อยไม่ ใช่หรือเพคะ”
“ใช่ เหมือนที่เจ้าบอก ข้ารักหลานคนนี้ราวกับแก้วตาดวงใจ แต่ติดที่พวกขุนนาง จะยอมให้ลูกที่เกิดจากสนมต่ำต้อย เป็นรัชทายาทของโชซอนได้ยังไง”
“เสด็จแม่”
“ข้าเพียงแต่ห่วงว่าองค์ชายน้อย จะรู้สึกมีปมด้อยที่คนอื่นไม่ยอมรับ ในฐานะของเขาหรือเปล่า”
และองค์ชายมุนโฮก็ทรงได้ยินพวกนางในพูดถึงเรื่องนี้ พอพระเจ้าจองโจมาพบจึงทรงทูลถาม
“เอ่อ เสด็จพ่อ ฐานะต่ำต้อย คืออะไรหรือพะยะค่ะ”
“เจ้าเอาอะไรมาพูด ทำไม จู่ๆ มาถามเรื่องนี้ล่ะ”
“เพราะหม่อมฉันชอบการเขียนรูป เป็นเรื่องต่ำต้อยหรือพะยะค่ะ”
“พ่อไม่รู้ว่าใครพูดแบบนี้กับเจ้า แต่จะเล่นงานคนๆ นั้นให้หนัก เพ้อเจ้อนัก ต่ำต้อยอะไรกัน ต่อไปห้ามพูดคำๆ นี้อีก เอางี้ พ่อจะพูดให้ฟัง ว่าอะไรคือความต่ำต้อย อะไรคือสูงศักดิ์ดีมั้ย ครั้งหนึ่ง เจ้าเคยเลี้ยงนกแล้วมันตาย เจ้าทำยังไงบ้าง”
“หม่อมฉันเสียใจมาก เลยเอามันไปฝังด้วยตัวเอง”
“และพักก่อน เคยมีนางในคนหนึ่งไม่ระวังข่วนถูกหน้าเจ้า เจ้าทำยังไงกับนาง”
“หม่อมฉันกลัวว่า นางจะถูกลงโทษ เลยบอกให้เงียบไว้ ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกให้ใครรู้เด็ดขาด”
” ใช่ เจ้าทำอย่างงั้นจริงๆ คนที่มีจิตใจเมตตา ก็คือผู้สูงส่ง ส่วนคนต่ำต้อย คือไม่เห็นใจคนอื่น เห็นใครเดือดร้อนก็ยิ่งซ้ำเติม ไม่มีความเมตตา ไม่เห็นคุณค่าของคนที่ด้อยกว่า หึ ฉะนั้น ฟังจากที่พ่อพูด คิดว่าเจ้าเป็นผู้สูงส่ง หรือต่ำต้อยกันแน่”
“หม่อมฉันเป็นผู้สูงส่ง”


” ใช่ ถูกต้อง เจ้ามีจิตใจสูงส่งยิ่งกว่าใคร และไม่ใช่ว่า เพราะเจ้าเกิดเป็นลูกพ่อหรอกนะ หากแต่ได้รับการสืบทอด ความเมตตาจากเสด็จแม่ต่างหาก เจ้าถึงเป็นเด็กดีขนาดนี้ ทีนี้เข้าใจความหมายที่พูดแล้วใช่ไหม”
“เข้าใจพะยะค่ะ”
พระสนมซองซงยอนนึกถึงพระเจ้ายองโจ ที่มีมอบแหวนให้และรับสั่งว่า
“แหวนคู่วงนี้ ได้จากเสด็จแม่ของข้า พระสนมซุกพิน เป็นของที่ระลึกมานาน ข้าขอมอบให้เจ้า เป็นการตอบแทนที่ช่วยเขียนรูปที่มีความสำคัญต่อข้า เลยอยากมอบให้เจ้าไว้”
“เอ่อ ไม่ได้หรอกเพคะ นี่เป็นสิ่งมีค่า หม่อมฉันจะรับได้ยังไง”
“ไม่เป็นไร ได้ยินว่า เจ้าเป็นเพื่อนกับองค์ชายมาแต่เด็กใช่ไหม รับไว้เถอะ เจ้ายอมเป็นเพื่อนหลานข้าที่ กำพร้าพ่อแต่เล็ก ไม่ให้ชีวิตเขาเงียบเหงาเกินไป หวังว่าต่อไปก็ยังเป็นเหมือนเดิม ใช้จิตใจอันดีงามของเจ้า อยู่เคียงข้างเขา คอยปลอบประโลม ให้เขามีกำลังใจยืนหยัดต่อไป”
พระสนมซองซงยอนสั่งให้คนนำแหวนไปทำเป็นสร้อยคอ และมอบให้องค์ชายมุนโฮใส่ไว้
“นี่คือ ของพระราชทานจากอดีตพระราชาที่มีความสำคัญมาก ฉะนั้น เจ้าห้ามทำหายหรือทำหล่นเด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่า”
“พะยะค่ะเสด็จแม่”
“แม่คงทำอะไรเพื่อเจ้ามากกว่านี้ไม่ได้ แต่ขอให้จำไว้อย่างหนึ่ง คือเจ้าเป็นสายพระโลหิตของเสด็จพ่อ และยังมีเสด็จทวดที่คอยเป็นกำลังใจ ต่อไปจะมีพระเจ้ายองโจ คอยปกป้องคุ้มครองเจ้า ให้มีความเข้มแข็งในการยืนหยัดต่อไป”
พระพันปีเฮคยองทรงดีพระทัยมากที่องค์ชายมุนโฮมาเฝ้า พร้อมนำหนังสือที่เขียนมาให้ทอดพระเนตร
“หม่อมฉันได้ยินว่าทรงประชวร แล้วทรงหายดีหรือยังพะยะค่ะเสด็จย่า”
“หึ หายแล้วจ้ะ ย่าหายดีแล้ว ทันทีที่เห็นลายมือเจ้า โรคของย่าก็หายเป็นปลิดทิ้งโดยไม่ต้องกินเลย”
“จริงหรือพะยะค่ะ”
“หึ เราไปคุยข้างในดีกว่า ย่าให้คนเตรียมขนมของโปรดของเจ้ามาให้ด้วย หึๆ ว่าแต่ เจ้าห้อยอะไรมาล่ะนี่”
“นี่คือ สร้อยที่เสด็จแม่ประทานให้หม่อมฉัน”
“งั้นหรือ เสด็จแม่เอาแหวนทำเป็นสร้อยคอให้เจ้าหรือไง”
“พะยะค่ะ เสด็จแม่ยังตรัสว่านี่เป็นของประทานจากอดีตพระราชา ให้หม่อมฉันรักษาให้ดี ห้ามทำหายพะยะค่ะ”
“เดี๋ยวก่อน เจ้าบอกว่าไงนะ เป็นของประทานจากอดีตพระราชางั้นหรือ”
“พะยะค่ะเสด็จย่า”
“เอ่อ วอนจา เจ้าถอดให้ย่าดูชัดๆ หน่อยได้ไหมจ๊ะ”
“ได้พะยะค่ะ”
พระพันปีเฮคยองทอดพระเนตรแล้วทรงตกพระทัยมา รีบเสด็จไปพบพระสนมซองซงยอนทันที
“ที่ข้ามานี่เพราะมีเรื่องสำคัญจะถามเจ้า ได้ยินว่าเจ้าเอาแหวนสองวงนี้ มอบให้แก่วอนจา เป็นความจริงหรือเปล่า”
“เอ่อ เพคะ เป็นความจริง”
“หึ ข้ารู้ประวัติของแหวนคู่นี้ เป็นแหวนที่พระมารดาของอดีตพระราชาทรงหวงแหนนักหนา ทุกคนในราชสำนักต่างก็รู้เรื่องนี้ดี ว่าแหวนคู่นี้ มีความสำคัญต่ออดีตพระราชาแค่ไหน และไม่เคยทรงประทานให้ใครเลย หึ เจ้าบอกมาเร็วเข้า ทำไมอดีตพระราชาถึงประทานให้เจ้ าได้น่ะ”
“เสด็จแม่”


หลังจากฟังพระสนมซองซงยอนเล่าเรียบร้อย พระพันปีเฮคยองก็นำเรื่องนี้ไปทูลบอกพระเจ้าจองโจ
พระเจ้าจองโจมีรับสั่งให้แชจีคยอมประกาศว่า
“เนื่องจากองค์ชายน้อย ทรงมีน้ำพระทัยประเสริฐ อีกทั้งจิตเมตตา ยากจะหาใครเสมอเหมือน ข้าจึงเห็นควร ในปี “กับจิน” วันที่ 5 เดือน 5 ให้สถาปนาเป็นรัชทายาท ตามกฎมณเทียรบาล ส่วนพระมารดาขององค์ชาย พระสนมซองซงยอนนั้น ให้เป็นสนมชั้นเอก พระนามใหม่ว่าพระสนม “อึยพิน” นับแต่บัดนี้”
“ฝ่าบาท เรื่องนี้เราไม่เห็นชอบด้วยพะยะค่ะ”
“ฝ่าบาท มีเหตุผลอะไรถึงต้องทรงแต่งตั้งเร็วขนาดนี้ ฝ่าบาทยังทรงหนุ่มแน่น พระมเหสีก็ยังสาว นี่เป็นเรื่องที่ผิดต่อธรรมเนียมปฏิบัติ ขอทรงพิจารณาใหม่ด้วยเถอะ”
“ทรงพิจารณาใหม่ด้วยเถอะ”
“แต่ข้าว่ามันก็แปลกนะ สมัยก่อนองค์ชายวานพง พวกท่านต่างพูดเป็นเสียงเดียว ว่าต้องรีบแต่งตั้งรัชทายาทเร็วๆ มาคราวนี้ กลับบอกว่าเร็วไปซะอีก แล้วจะให้ข้า ฟังคำพูดฝ่ายไหนดีกันแน่”
แชซกจูทูลว่า “หม่อมฉันขอบังอาจทูลซักนิด ที่เราคัดค้านไม่ใช่เพราะเกี่ยวกับเรื่องเวลา แต่เรื่องรัชทายาทนั้น มีกฎหมายกำหนดอยู่ พระมเหสีก็ใช่ว่าพระชนม์สูงนัก ในขณะที่พระมารดาขององค์ชายฐานะต่ำกว่า ไม่อาจเป็นที่นับถือแก่ผู้คน เพราะฉะนั้น ด้วยฐานะขององค์ชาย จำเป็นแค่ไหนถึงต้องสถาปนาเร็วขนาดนี้ ถือว่าไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวงพะยะค่ะ”
“งั้นหรือ งั้นรบกวนท่านเสนาขวาลุกขึ้นยืนหน่อย ไม่ได้ยินหรือ ข้าบอกให้ยืนขึ้นไง”
แชซกจูจำต้องยืน พระเจ้าจองโจให้ราชเลขานำแหวนไปให้แชซกจูดู เขาดูและตกใจมาก
“ท่านเป็นคนสนิทของเสด็จปู่ เชื่อว่าคงจะรู้ ว่านั่นคืออะไรสินะ”
“ฝ่าบาท นี่คือ พระธำมรงค์ที่อดีตพระราชาทรงสวมอยู่ตลอด เพราะได้จากพระมารดาใช่ไหมพะยะค่ะ”
“ใช่ เมื่อรู้ถึงขนาดนี้ ก็น่าจะเข้าใจ ว่าแหวนนี่มีความสำคัญต่อราช สำนักแค่ไหน โดยไม่ต้องให้ข้าพูดอีก ขณะที่อดีตพระราชาสวรรคต ทุกคนต่างคิดว่า แหวนสองวงนี้ได้สูญหายไปแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่อย่างงั้น จริงๆ แล้วเสด็จปู่ ก่อนจะสวรรคต ได้ประทานให้สนมซอง และนางก็เก็บไว้ ด้วยเห็นว่าเป็นของสำคัญ ถ้าใครจะพูดอะไรอีก ก็เชิญว่ามา ขุนนางทั้งหลาย ใครกล้าขัดรับสั่งของอดี ตพระราชา ไม่ยอมรับโอรสของสนมซองให้เป็นรัชทายาทอีก ก็เชิญพูดมาได้เลย”
พระมเหสีโยอึยมาพบพระสนมซองซงยอนและเล่าเรื่องประกาศแต่งตั้งให้ฟัง
“เอ่อ ฝ่าบาทตรงตรัสแบบนี้ ต่อหน้าเหล่าขุนนางจริงหรือเพคะ”
“ใช่ นอกจากจะทรงยืนกราน แต่งตั้งวอนจาเป็นรัชทายาทแล้ว ยังมีพระบัญชาให้เลื่อนเจ้าเป็นสนมเอกด้วย ยินดีด้วยนะซงยอน”
พระสนมซองซงยอนตื้นตันใจมาก “พระมเหสี หึ”
พระเจ้าจองโจเสด็จมาคุยกับองค์ชายมุนโฮ พระสนมซองซงยอนมองแล้วก็ซึ้งจนน้ำตาไหล
“เฮ่อๆๆ หึๆ ซงยอน”
“ฮือ ฝ่าบาท”


“ร้องไห้ทำไมกัน วันนี้เป็นวันดี ทำไมต้องเสียใจด้วย”
“เสด็จแม่ ทรงเป็นไรหรือพะยะค่ะ เสด็จพ่อ ทำไมเสด็จแม่ต้องกรรแสงด้วยล่ะ”
“นางร้องไห้เพราะดีใจน่ะลูก เสด็จแม่ของเจ้า ร้องไห้เพราะความตื้นตัน เฮ่อๆๆ”
“ฮือ ลูกแม่ ฮือๆๆ” พระสนมซองซงยอนดีใจ
วันสถาปนา เทซูมาแสดงความยินดีกับพระสนมซองซงยอน
” ยินดีด้วยพะยะค่ะ นับแต่นี้ ความปลอดภัยของรัชทายาท จะอยู่ในความรับผิดชอบของพวกเรา หม่อมฉัน แม้จะแลกด้วยชีวิต ก็ขอถวายอารักขาอย่างเต็มที่”
“หึ เทซู หึ”
แล้วพระสนมซองซงยอนก็เสด็จไปดูองค์ชายมุนโฮแต่งองค์
“ใส่ชุดเต็มยศแล้วรู้สึกอึดอัดมั้ยลูก”
“ไม่เป็นไรพะยะค่ะเสด็จแม่”
“หึ มาใกล้ๆ แม่หน่อยซิ นับแต่นี้ เจ้าก็คือรัชทายาทแห่งโชซอน มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้างรู้มั้ย”
“รู้พะยะค่ะ ช่วยแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อ ดูแลทุกข์สุขของราษฎร ทำนุบำรุงบ้านเมือง”
“ถูกต้องแล้ว ถ้าอย่างงั้น กับผู้ใหญ่ในวังล่ะ เจ้าควรทำตัวยังไง”
“มีมรรยาทและความกตัญญู”
“หึ ถูกต้องแล้วลูก จะทำอะไรต้องรู้จักแยกแยะผิดถูก มีความยุติธรรม ไม่ลำเอียง สิ่งที่แม่พูด เจ้าต้องจำไว้ด้วยล่ะ”
“พะยะค่ะเสด็จแม่ หม่อมฉันจะจำไว้”
“หึ หึ แค่นี้แม่ก็พอใจ ไม่หวังอะไรอีกแล้วลูก ต่อไปต้องเป็นเด็กดี สืบทอดเจตนารมณ์ของเสด็จพ่อ เป็นพระราชาที่ดีในอนาคตนะจ๊ะ”
“เสด็จแม่”
พระเจ้าจองโจทรงประกาศแต่งตั้ง
” รัชทายาท คือเสาหลักอีกต้นของบ้านเมือง การมีตำแหน่งนี้ เป็นหลักปฏิบัติที่ยึดถือ มาแต่สมัยโบราณ ฉะนั้นในวันนี้ ข้าจึงขอประกาศ ให้เป็นที่รู้กัน ว่าองค์ชายมุนโฮ ขึ้นเป็นรัชทายาท โดยสิทธิ์อันชอบธรรม รับหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎร เป็นหลักชัยแห่งบ้านเมือง วันหน้าเจ้าต้องทำนุบำรุงบ้ านเมืองให้เจริญต่อจากพ่อล่ะ”
“พะยะค่ะเสด็จพ่อ”
“ถวายความเคารพรัชทายาท”
“ทรงพระเจริญๆๆๆ”

จบ ตอนที่ 72

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 71


ดูออนไลน์ : ลีซาน ตอนที่ 71 สนมซงยอนคลอดพระโอรส(พากย์ไทย) โดย SUMUNEE



ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน จบ ตอนที่ 71


“ปาร์คเทซูแห่งหน่วยพิทักษ์ราชย์ ขอถวายธงประจำกองพลแด่ฝ่าบาท”
“รับธงไว้”
เทซู ซอจังบูและคังซกกีน้อมรับพร้อมกัน “พะยะค่ะ”
“ทหารแห่งหน่วยพิทักษ์ราชย์ มีหน้าที่สำคัญ คือปกป้องบ้านเมืองและราชสำนัก ให้มีความปลอดภัยและมั่นคง เริ่มพิธีตามประเพณี”
“พะยะค่ะ”
“เตรียมพร้อม ยิง”
ปาร์คยองมุนกล่าวกับใต้เท้าคังและช่างเขียนทุกคนว่า
“ลำบากทุกคนจริงๆ คราวนี้ฝ่าบาททรงตรวจกำลังพลด้วยพระองค์เอง ทุกคนคงเหนื่อยมากกับการเขียนภาพเหตุการณ์สินะ”
“ไม่หรอกค่ะ/ครับ”
“ไปเถอะครับ”


พระสนมซองซงยอนใกล้คลอด พระสนมวาพินเองก็ตั้งครรภ์ แถมพระพันปีเฮคยองให้ความสนใจพระสนมวาพินอย่างมาก พอโชบีไปขอยาให้พระสนมซองซงยอนแต่หมอกลับบอกว่าไม่มี ทำให้นางหัวเสียกลับมาบ่นให้พระสนมซองซงยอนฟัง
“แบบนี้มันไม่ถูกนะเพคะ มีอย่างที่ไหน ยาดีๆ ก็ไปให้สนมวาพินหมด ไม่เผื่อทางนี้บ้าง”
“ขนาดมีห้องบำรุงครรภ์สำหรับนาง มันก็ไม่แปลกหรอกนะ” พระสนมซองซงยอนว่า
“หึ นั่นยังไม่เท่าไหร่ พระสนมตั้งครรภ์ก่อนนางชัดๆ แล้วทำไมมีห้องบำรุงครรภ์สำหรับนางคนเดียวล่ะเพคะ หึ หึ เพราะทรงตั้งครรภ์ไล่เลี่ย ความห่วงใยของพระพันปีไปอยู่ที่นางยังพอว่า ทุกวันนี้ ใครๆ ก็สนใจพระสนมวาพินมากกว่าด้วยซ้ำ”
“หึ เรื่องแค่นี้จะไปคิดมากทำไม นางเป็นสนมชั้นเอกก็ย่อมมีความสำคัญกว่า อีกอย่าง ทุกวันนี้เสด็จแม่ก็ทรงดีต่อข้ามากขึ้น แล้วแค่นี้ยังจะหวังอะไรอีก”
“ฮือ เพื่อให้ฐานะมั่นคง ไม่ว่ายังไงพระสนมก็ต้องมีโอรสให้ได้นะเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่า พระสนมวาพิน เห็นทีจะประสูติโอรสแน่นอนเพคะ”
“หึ งั้นหรือ แต่เรื่องแบบนี้เราจะรู้ก่อนได้ยังไง”


เวลาเดียวกันนี้พระพันปีเฮคยองก็ให้หมอตำแยมาดูครรภ์ของพระสนมวาพิน และบอกว่าน่าจะเป็นพระโอรส สร้างความดีใจให้ทั้งพระพันปีเฮคยองและพระสนมวาพินอย่างมาก
พระเจ้าจองโจเสด็จมาหาพระสนมซองซงยอน ซึ่งพระสนมซองซงยอนกำลังเตรียมเสื้อไว้สำหรับลูกน้อย
“นี่คืออะไรหรือเพคะ”
“พอรู้ว่าเจ้าตั้งครรภ์ ข้าก็เจียดเวลา เขียนตำราพันอักษรวันละนิดละหน่ อย เผื่อว่าอีกหน่อยลูกโตขึ้น ข้าจะสอนให้เขาเรียนรู้ และไม่เพียงแค่นี้ การฝึกวิชาก็เป็นสิ่งสำคัญ จึงได้เตรียมกระบี่ไม้ไว้ให้เขา”
“หึ ฝ่าบาท”
“ตอนข้ายังเด็ก เสด็จพ่อก็สอนข้าแบบนี้เหมือนกัน เลยคิดว่า วันหน้าถ้ามีลูก ข้าจะสอนเขาด้วยตัวเอง”
“แต่ฝ่าบาทเพคะ ใครๆ ดูจากที่หม่อมฉันตั้งครรภ์ ก็ว่าเป็นลูกหญิงแน่ ถ้าอย่างงั้น หม่อมฉันกลัวจะทำให้ฝ่าบาททรงผิดหวังน่ะเพคะ”
“พูดอะไรอย่างงั้น จะผิดหวังได้ไง ลองคิดดูซิ ถ้าได้ลูกหญิงที่น่ารักเหมือนเจ้า ข้าคงดีใจยิ่งกว่าใครซะอีก ว่าแต่ถึงตอนนั้น คนผิดหวังอาจเป็นเจ้าก็ได้ เพราะว่า ข้าจะรักลูกหญิงมากกว่ารักเจ้า”
“หึ ฝ่าบาท”


ฝ่ายแชซกจูก็มาปรึกษาพระหมื่นปีจองซุนว่า
“ได้ข่าวจากคนในหน่วยพิทักษ์ราชย์บอกว่า ฝ่าบาทจะทรงขยายกองกำลังนี้ ไปยังหัวเมืองทุกแห่ง ให้ใช้ชื่อหน่วยพิทักษ์ราชย์เหมือนกันหมด”
“อะไรนะ”
“พิธีในวันนี้ น่าจะเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น เป้าหมายของฝ่าบาท คือส่งเสริมกองกำลังในส่วนนี้ แทนที่ 5 กองพลที่เคยมีมา”
“แสดงว่า อนาคต 5 กองพลจะถูกยุบงั้นหรือ”
” เพราะอำนาจสั่งการใน 5 กองพล ขึ้นกับขุนนางเก่ามาแต่ไหนแต่ไร ท้ายที่สุด คือการถ่ายโอนกำลังทหาร แต่ว่า มีอีกเรื่องที่น่าแปลกใจ หนุ่มที่ชื่อชองยายงซึ่งเป็นคนโปรดของฝ่าบาท หลายเดือนนี้ไปอยู่กรมโยธาเหมือนจะทำอะไรบางอย่าง หม่อมฉันสงสัยว่า ฝ่าบาทจะทรงมีแผนการอื่นที่เราคาดคิดไม่ถึงก็เป็นได้ ฮึ่ม”
ขณะที่ชองยายงก็ยังคงอยู่ที่กรมโยธา ไม่ยอมไปไหน จนเจ้าหน้าที่พากันลำบากใจ แล้วดึกคืนหนึ่งเขาก็มาขอเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ
“ว่าไงบัณฑิตชอง บอกว่ามีเรื่องด่วน ไหนลองว่ามาซิ”
“งานที่ทรงมอบหมาย หม่อมฉันทำเสร็จแล้วพะยะค่ะ มีวิธีจะช่วยให้คนมากมายได้ข้ามฟากพร้อมกันโดยไม่ยากนัก ฉะนั้น เพื่อให้ฝ่าบาททรงชี้แนะ จึงมาขอเข้าเฝ้า”
นัม ซาโชดุ “นี่จะบ้าหรือเปล่า ไหนว่ามีเรื่องด่วนไง เฮ่ย ใกล้เที่ยงคืนแล้วนะ เรื่องแบบนี้ พรุ่งนี้เช้าค่อยทูลก็ได้ ดึกป่านนี้ ให้ฝ่าบาททรงตื่นมาฟังเจ้าเพ้อเจ้อได้ยังไง”
“ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ หม่อมฉัน ไม่ทันคิดว่านี่เป็นเวลาไหน”
“ไม่เป็นไร ข้าบอกแล้วว่าเสร็จเมื่อไหร่รี บมาบอก เจ้าทำถูกแล้ว”
“ฝ่าบาท”
“แล้วยังไง หาวิธีได้แล้วใช่ไหม พาไปดูเร็วเข้า”
“พะยะค่ะ งั้นเชิญไปห้องทำงานหม่อมฉันก่อน”
“ได้ รีบไปเร็วเข้า”
นัมซาโชจะค้านก็ไม่ทันแล้ว ต้องรีบตามเสด็จพระเจ้าจองโจไปด้วย
“นี่หรืองานที่ทำเสร็จแล้ว?”
“ใช่แล้วพะยะค่ะ”
“แล้วทำไม ต้องเอาผ้าคลุมไว้แบบนี้”
“ทรงอภัยด้วย หม่อมฉันกลัวฝ่าบาทเห็นเข้าจะตกพระทัย”
“อะไรนะ”



“พูดแล้วจะหาว่าโอ้อวด แต่การลำเลียงผู้คนนับพัน ข้ามฟากในเวลาเดียวกัน เชื่อว่าฝ่าบาทต้องไม่เคยเห็นมาก่อน”
“จริงหรือ ฟังเจ้าแบบนี้ ข้าก็ยิ่งอยากรู้ เปิดดูเร็วเข้า”
“พะยะค่ะ ใต้เท้านัม ช่วยหน่อยได้ไหมครับ” นัมซาโชช่วย “แหะ ก็คือนี่แหละพะยะค่ะ”
“นี่มันอะไร บอกให้คิดวิธีข้ามฟาก เจ้ากลับเอาเรือมาใช้หรือ”
“พะยะค่ะ ถูกต้องแล้ว”
“ถ้าอย่างงั้น ไม่เห็นมีอะไรน่าแปลกเหมือนที่เจ้าคุยซักหน่อย การใช้เรือโดยสาร มีมาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว”
“อ้อ รอซักครู่ แหะ ทรงอภัยด้วย หม่อมฉันลืมวางไม้สองแผ่นลงไป วิธีที่คิดได้ก็คือแบบนี้พะยะค่ะ นี่ไม่ใช่การต่อเรือ แต่เป็นการสร้างสะพานโดยใช้เรือเชื่อมต่อ เราให้เรือจอดเรียงไว้และทอดสมอให้คงที่ แล้วเอาแผ่นไม้มาวางต่อกัน แค่นี้ก็ให้คนจำนวนมาก สามารถข้ามฟากได้อย่างรวดเร็วแล้ว”
” งั้นหรือ การสร้างสะพานแบบนี้ ข้าเคยเห็นในตำราโบราณ แต่ว่า เราจะใช้ข้ามแม่น้ำ “ฮันกัง” ได้จริงหรือ เกิดโชคร้าย รับน้ำหนักคนไม่ไหว จะทำให้ตกน้ำไปหมด”
“เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดเด็ดขาด ทรงรอซักครู่ก่อน แม่น้ำฮันกัง เป็นสายน้ำที่แคบและน้ำก็ไหลช้า โดยเฉพาะในเขต “ยางจิน” ฉะนั้น ถ้าเราใช้เรือที่มีความกว้าง 30 เชียะ 36 ลำมาจอดขนานกัน และวางแผ่นไม้ให้ชิดสนิท ไม่เกิน 1,800 แผ่น อีกอย่าง ปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน เราใช้แรงพยุงของน้ำได้พะยะค่ะ เรือหนึ่งลำ กับเรือ 36 ลำ จะมีแรงพยุงที่ต่างกันมาก”
“แรงพยุงของน้ำ หมายถึงว่า สิ่งของน้ำหนักแค่ไหน น้ำก็จะพยุงได้แค่นั้นใช่ไหม”
“ถูกแล้วพะยะค่ะ ฉะนั้น เราแค่ระวังอย่าให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์จมน้ำอย่ างแน่นอน”
พระเจ้าจองโจทรงฟังอย่างเข้าพระทัยมากขึ้น
“สร้างทางเชื่อมต้องใช้เวลาแค่ไหน”
“25 วันก็พอพะยะค่ะ”
“ข้าให้เวลา 20 วัน จนถึงกลางเดือนนี้”
“พะยะค่ะ คงไม่มีปัญหา หม่อมฉันจะลองดู”
“แปลกจริง ทำไมเจ้าไม่เคยนึกกลัว เวลาเจอเรื่องยากบ้างหรือ”
“เพราะหม่อมฉัน ชอบทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ แต่ว่าฝ่าบาท ทรงบอกหม่อมฉันได้หรือยังว่า จะสร้างสะพานไปทำอะไรหรือพะยะค่ะ”
“ไหนๆ รอมาแล้ว ก็รออีกหน่อยเถอะ ถึงพรุ่งนี้ เจ้าจะเข้าใจเอง”
วันรุ่งขึ้นพระเจ้าจองโจเสด็จไปที่อุทยานยองโว สร้างความแปลกใจให้เหล่าขุนนางและพระหมื่นปีจองซุนอย่างมาก พอเสด็จกลับมาก็ทรงเรียกประชุมขุนนาง แชซกจูฟังรับสั่งพระเจ้าจองโจแล้วก็ทูลทันทีว่า
“ฝ่าบาท รับสั่งว่าจะย้ายสุสานหรือพะยะค่ะ”
“ใช่ ความจริงที่แล้วมา กรมพิธีการเคยบอกหลายครั้งว่าฮวง จุ้ยในที่เดิมไม่สู้ดีนัก หลังจากข้าทบทวนอยู่นาน จึงคิดว่าให้ย้ายสุสานจะดีกว่า ทำเลใหม่ที่มองไว้ คือเขา “ฮาซาน” ที่เมือง “ซูวอน” ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ เสร็จเมื่อไหร่ก็จะย้ายทันที ส่วนการตั้งชื่อ จะให้ชื่อว่าอุทยานฮอนยง”


“แต่ว่าฝ่าบาท ทำไมทรงตัดสินพระทัยเร็วนัก การย้ายสุสาน ต้องคิดให้รอบคอบนะพะยะค่ะ”
“ท่านเสนาขวา บอกแล้วว่าข้าคิดมานาน เพราะฉะนั้น ถ้าท่านไม่คัดค้านที่ข้าจะย้ายสุสานของเสด็จพ่อ ก็ขอให้ทำตามคำสั่งเงียบ ๆ ดีกว่า อีกอย่างเรื่องนี้ ใช่ว่าข้าทำด้วยความหุนหันพลันแล่น แต่เพราะว่า นับแต่วันแรกที่ครองราชย์ ข้าก็มีความคิดนี้อยู่แล้ว เข้าใจหรือยัง”
เมื่อเลิกประชุม เหล่าขุนนางต่างยังไม่เข้าใจความต้องการของพระเจ้าจองโจ ชางแทวูจึงบอกพวกเขาว่า
“ท่านไม่ได้ยินที่รับสั่งหรือไง นับแต่วันแรกที่ครองราชย์ก็ทรง คิดอยู่แล้ว จะแปลว่าอะไร ก็คือทรงรอวันนี้มานาน ตลอดหลายปีที่ทรงครองราชย์มา ทรงคิดจะทำเรื่องนี้อยู่แล้ว จำได้ว่านับแต่ทรงเป็นพระราชา ไม่เคยลงอาญาคนที่มีส่วนทำให้องค์ชายซาโตสิ้นพระชนม์ ก็แสดงว่า ทรงรอจนถึงวันนี้ ที่มีกองกำลังเข้มแข็ง บวกกับขุนนางใหม่ซึ่งเป็นที่ไว้วางพระทัย ทำงานตามประสงค์ได้ จนมาถึงการย้ายสุสาน”
“หา แล้วจะยังไงต่ออีก หมายความว่า พอเริ่มจากการย้ายสุสาน ต่อด้วยคิดบัญชีกับคนที่มีส่ วนเกี่ยวข้องงั้นหรือ” ชางแทวูไม่ตอบ
คังซกกีสั่งให้ทหารเวรดูแลความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะคืนนี้ที่พระเจ้าจองโจจะเรียกขุนนางบางคนเข้าพบ แล้วพระเจ้าจองโจก็เชิญแชจีคยอมมาเฝ้า
“ใต้เท้าเชิญนั่ง”
“พะยะค่ะ ฝ่าบาท นี่คือ กำปั่นทองของอดีตพระราชา ใช่ไหมพะยะค่ะ”
“ใช่แล้วท่าน ข้างในมีอะไรเก็บอยู่บ้าง ข้าอยากให้ท่านร่วมเป็นพยาน จึงให้มาพบเป็นการด่วน”
“ฝ่าบาท นี่คือราชโองการของอดีตพระราชาจริงหรือพะยะค่ะ”
“จริงสิใต้เท้า เสด็จปู่รับสั่งว่า ไม่เพียงแต่พระหมื่นปี ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสิ้นพระชนม์ของเสด็จพ่อ ให้ข้าลงโทษได้หมด”
แชจีคยอมเข้าใจมากขึ้น “อ้อ”
“และแผ่นนี้ คือรายชื่อคนที่มีส่วนทำให้เสด็จพ่อถูกปรักปรำ”
“ฝ่าบาท” แชจีคยอมอึ้งไป


“นอกจากจะมี ราชโองการของเสด็จปู่แล้ว ข้ายังมีหลักฐานความผิดของพวกเขา ฉะนั้น จึงมีสิทธิ์และเหตุผลพอ ที่จะเอาเรื่องพวกเขาได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าข้าจะทำแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อแก้แค้นให้เสด็จพ่อ เพียงแต่ ต้องการปรับโครงสร้างในราชสำนักใหม่ ขุนนางเก่าที่กุมอำนาจ ห่วงแต่ผลประโยชน์ ทำให้บ้านเมืองล้าหลัง ข้าอยากกำจัดให้หมดซะ”
แชจีคยอมอึ้งไปอีกครั้ง “ฝ่าบาท”
“ที่เสนอให้ย้ายสุสานของเสด็จพ่อ เป็นแค่เริ่มต้นเท่านั้น ข้าจะถือโอกาสนี้ เปลี่ยนโฉมการเมืองซะใหม่ และถ้าพวกขุนนางเก่ายังคัดค้านอีก ข้าจะเอาราชโองการที่เก็บไว้ สั่งปลดพวกเขาให้หมด”
แชซกจูสืบทราบเรื่องนี้ก็รีบไปทูลพระหมื่นปีจองซุน
“อยู่ในกำปั่นทองหรือ ที่แท้ไพ่ตายในมือฝ่าบาทก็คือของสิ่งนี้นี่เอง อดีตพระราชาทรงประทาน ราชโองการลับ ให้มีสิทธิ์ประหารข้าได้ทุกเมื่ออย่างงั้นหรือ”
“พระหมื่นปี”
“เมื่อก่อนข้าเคยสั่งท่าน ให้หาบ้านส่วนตัวข้างนอกหลังหนึ่ง ยังจำได้หรือเปล่า”
“จำได้พะยะค่ะ”
“ข้าจะเรียกประชุมทุกคน สั่งให้ไปพบข้าที่นั่นซะ”
“พระหมื่นปี”
“ว่ายังไง”
แชซกจูเตือนว่า “ทุกวันนี้ ฝ่าบาทยังทรงเพ่งเล็งพระหมื่นปีอยู่ ถ้าเราทำอะไรโจ่งแจ้งนัก”
” ยังไงข้าก็ต้องตายอยู่แล้ว เข้าใจหรือเปล่า ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำ ฝ่าบาทก็ไม่ปล่อยข้า รวมถึงพวกเราทุกคน และถ้าฝ่าบาทจะทำอะไรจริง ข้าคงไม่อยู่เฉยๆ นั่งรอความตาย และไม่ยอมมอบชีวิตให้เขาง่ายๆ ด้วยเข้าใจมั้ย”
เทซูไปซื้อชุดเด็กอ่อนไว้มอบให้พระสนมซองซงยอน แต่พระสนมซองซงยอนก็ยังไม่คลอดสักที แม้จะเลยกำหนดมาแล้ว สร้างความร้อนใจให้พระพันปีเฮคยองและพระมเหสีโยอึยมาก ทรงถามหมอหลวงว่ามีปัญหาอะไร หมอเองก็หนักใจมากเพราะน้ำเดินแล้วแต่ไม่มีอาการเจ็บเลย
“ว่าไงนะ สนมซองน้ำเดินแต่ยังไม่คลอดอีกหรือ”
“ถูกแล้วพะยะค่ะพระพันปี ปกติหญิงที่ใกล้คลอด หากน้ำเดินเมื่อไหร่ จะมีอาการเจ็บท้องเป็นระยะ สุดท้ายทารกก็จะออกมาอย่างปลอดภัย แต่นี่ ปรากฎว่าสนมซอง เหมือนมีอาการน้ำเดินก็จริง แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บพระครรภ์ ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังนะพะยะค่ะ”


“ปัญหาใหญ่ยังไง หมายความว่า มีโอกาสที่เด็กจะตายในครรภ์งั้นหรือ”
“เป็นไปได้พะยะค่ะ เพื่อกระตุ้นให้มีการคลอด,จึงให้เสวยยา “พุกซูซาน” หากในสามวันนี้ยังไม่เจ็บท้อง นอกจากเด็กจะเสียชีวิตแล้ว แม้แต่พระสนมเองก็อาจมีอันตรายได้พะยะค่ะ”
โชบีสงสารพระสนมซองซงยอนมากจนร้องไห้ออกมา พระสนมซองซงยอนต้องปลอบโชบีเสียอีก พระเจ้าจองโจทรงทราบจากพระมเหสีโยอึยก็รีบเสด็จมาเยี่ยม
“ซงยอน หึ เจ้าเป็นไงบ้าง”
“ฮือ ฝ่าบาท”
“เฮ่อ ทำใจดีๆ ไว้ คงไม่มีปัญหาหรอก ไม่ว่ายังไงข้าจะช่วยเจ้าและลูกของเรา เจ้าต้องเชื่อข้า เข้าใจหรือเปล่า”
“ฮือ ทรงอภัยด้วยเพคะ ฮือ หม่อมฉันทำให้ฝ่าบาททรงเป็นห่วง ไม่สมควรจริงๆ”
“พูดอะไรอย่างงั้นเล่า ทีหลังห้ามพูดแบบนี้อีกนะ”
“ฮือ ฝ่าบาท”
” เฮ่อ อย่าร้องไห้ ให้หมอหลวงทุกคน คอยดูสนมซองเอาไว้ ไม่ว่ายังไงก็ตาม ต้องให้นางกับลูกปลอดภัย หากพวกท่านทำไม่ได้ ก็ไปเชิญหมอข้างนอกมาให้คำแนะนำ เพื่อความปลอดภัยของพระสนม เข้าใจหรือเปล่า”
หมอหลวงน้อมรับ “พะยะค่ะฝ่าบาท”
เทซูรู้เรื่องก็เป็นห่วงมาก พระเจ้าจองโจทรงคอยถามนัมซาโช เพราะผ่านไปสองวันแล้วก็ยังไม่มีวี่แวว พระเจ้าจองโจทรงให้ตามหมอหลวงมาเฝ้า
จนวันที่สาม พระสนมวาพินเกิดเจ็บครรภ์ก่อน ยิ่งทำให้โชบีเศร้าและเป็นห่วงพระสนมซองซงยอนมาก แต่ไม่นานพระสนมซองซงยอนก็มีอาการเจ็บครรภ์ตาม
ในที่สุดพระสนมวาพินคลอดองค์หญิงน้อย พระพันปีเฮคยองทรงอึ้งไปเล็กน้อย ขณะที่พระสนมซองซงยอนคลอดองค์ชายน้อย พระมเหสีโยอึยทรงตื่นเต้นไม่น้ อย
“ซงยอน”
“หึ พระมเหสี”
“ลำบากเจ้านัก เจ้าสร้างผลงาน ให้แก่ฝ่าบาทอีกแล้ว”
“พระมเหสี”

จบ ตอนที่ 71
“ขอบใจมากที่มีโอรสให้ฝ่าบาทซะที หึ เพราะผลงานของเจ้า ทำให้ข้า ได้ปลดเปลื้องภาระ ที่กดดันมาหลายปีด้วย”
“พระมเหสี”
“ขอบใจมาก ฮือ ขอบใจเจ้าจริงๆ”
นัมซาโชนำเรื่องพระโอรสและพระธิดาขึ้นทูลพระเจ้าจองโจ ทรงดีพระทัยมาก
“ถือเป็นข่าวที่น่ายินดีที่สุดสำหรับราชสำนักแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วยพะยะค่ะ”
“ยินดีด้วยพะยะค่ะ”
พระพันปีเฮคยองเสด็จมาเยี่ยมและยินดีกับพระสนมซองซงยอน
“นี่หรือคือหลานชายของข้า หึ หลายปีนี้ ข้ารอจนเกือบสิ้นหวังแล้ว”
“เสด็จแม่”
“หึ ขอบใจเจ้าจริงๆ เจ้ามีความดีความชอบต่อฝ่าบาทและราชสำนักของเรามากรู้มั้ย”
“ขอบพระทัยเพคะ”
ขณะที่พระเจ้าจองโจทรงเสด็จไปเยี่ยมพระสนมวาพินก่อน
“อ้อ ฝ่าบาท”
“ไม่เป็นไร นอนลงเถอะวาพิน หึ ขอบใจเจ้ามากนะ เพื่อเป็นการปลอบใจ เจ้า ข้าจึงมาเยี่ยมก่อน”
“ทรงอภัยด้วยเพคะ ที่หม่อมฉัน ไม่มีโอรสให้ฝ่าบาท”
” ไม่เป็นไรหรอก อย่าคิดมากไปเลย ไม่ว่าลูกชายหรือลูกสาว ข้าก็รักเท่าเทียมกัน ยิ่งถ้าเป็นลูกหญิง ข้าจะยิ่งเป็นห่วงด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเจ้าไม่ต้องคิดมาก ดูแลสุขภาพตัวเองดีๆ ก็พอ เข้าใจหรือเปล่า”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
จากนั้นพระเจ้าจองโจก็เสด็จไปหาพระสนมซองซงยอน
” โอ๋ โอ เด็กคนนี้หรอกหรือ เด็กคนนี้ ก็คือลูกชายที่ข้า รอคอยมานาน หึ ข้าไม่รู้จะพูดอะไรกับเจ้าดี รู้สึก มีแต่ความตื้นตัน จนไม่รู้จะบรรยายออกมา เป็นคำพูดไหนดีแล้ว”
“หึ ฝ่าบาท”
“หึ ฟังให้ดีนะซงยอน ลูกของเราคนนี้ คือรัชทายาทในอนาคต เข้าใจหรือเปล่า ข้าจะให้เขา เป็นรัชทายาทของเรา สืบบัลลังก์ต่อจากข้า เป็นพระราชา แห่งโชซอนองค์ต่อไป”
“หึ ฝ่าบาท” ต่างดีใจทั้งคู่

จบ ตอนที่ 71

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 70


ดูออนไลน์ : ลีซาน ตอนที่ 70 พระสนมซงยอนเจรจาทูตต้าชิง(พากย์ไทย) โดย SUMUNEE



ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน ตอนที่ 70

นัมซาโชทูลพระเจ้าจองโจว่าทหารทั้งสองฝ่ายใช้กำลังกัน จนมีบางส่วนได้รับบาดเจ็บ พระเจ้าจองโจรีบเสด็จไปดู หัวหน้าองครักษ์ทูลว่า
“ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ ที่จริงเราน่าจะเลี่ยงการปะทะ ใช้การเจรจา ให้พวกเขาอ่อนข้อก็ยังดี”
“ไม่หรอก พวกเขายืนกรานมาแต่แรก ไม่ยอมรับฟังเหตุผลจากเราท่าเดียว แล้วพวกเขามีคนบาดเจ็บหรือเปล่า”
เท ซูทูลว่า “คิดว่าไม่มีใครเจ็บหนักพะยะค่ะ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง คนของเราจึงใช้สันดาบต้านรับ และ ที่ฝ่ายเราบาดเจ็บมากกว่า ก็เพราะสาเหตุนี้แหละพะยะค่ะ”
“แต่ว่า ถึงเราไม่ใช้กำลังก็ใช่จะแก้ปัญหาได้” ซอจังบูทูล
คังซกกีทูลต่อว่า “ในเมื่อสองฝ่ายเกิดการปะทะแล้ว ถ้าเจอหน้าอีก โอกาสจะเกิดซ้ำก็มีมากขึ้นพะยะค่ะ”
“ใช่ น่าจะเป็นอย่างงั้น” พระเจ้าจองโจทรงเห็นด้วยเช่นกัน
แชซกจูกล่าวว่าไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเรื่อง ชางแทวูคิดว่าเป็นแผนที่ทางต้าชิงวางไว้ ชางยายงจึงทูลพระเจ้าจองโจว่า
” ข้อนี้หม่อมฉันก็สงสัยพะยะค่ะ ตอนนั้นฝ่าบาทกำลังเจรจากับท่านทูตอยู่ แทนที่พวกเขาจะรอฟังผลก่อน กลับสั่งให้ใช้กำลังต่อสู้ หม่อมฉันว่าเรื่องนี้ น่าจะมีการวางแผนไว้แต่แรก”
“แต่ว่า มีเรื่องหนึ่งที่ข้าแปลกใจ พอรู้ว่าสองฝ่ายเกิดการปะทะ สีหน้าท่านทูตก็ตกใจมาก ถ้าพวกเขาเตรียมการไว้ก่อน แล้วที่ท่านทูตแสดงความตกใจ เราจะอธิบายยังไง ข้าว่าเรื่องนี้ น่าจะมีอะไรแอบแฝงมากกว่า ลำพังแค่จะช่วยพ่อค้าไม่กี่คน ทำไมต้องมีท่าทีแข็งกร้าวขนาดนี้ ต้นสายปลายเหตุ รีบไปสืบให้รู้ ให้เวลาถึงคืนนี้ ทำได้หรือเปล่า”
“ไม่ต้องนานขนาดนั้น หม่อมฉันจะสืบให้ได้ก่อนเย็นนี้”
พระเจ้าจองโจก็ทรงคิดว่าทำไมทางต้าชิงถึงดึงดันให้ปล่อยคนถึงขนาดนี้
พระพันปีเฮคยองให้ลีซังกุงไปตามซองซงยอนมาเฝ้าด่วน
“เหตุปะทะระหว่างทหารต้าชิงและคนของเรา เจ้าคงรู้แล้วใช่ไหม”
“เอ่อ ทราบเพคะ”
“หึ แล้วมีวิธีแก้ปัญหามั้ย ข้าถามเจ้าว่าสามารถคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายได้หรือเปล่า”
“หม่อมฉันคงไม่อาจให้คำมั่นในตอนนี้ แต่ว่า จะพยายามอย่างสุดความสามารถเพคะ”
” งั้นหรือ ถ้างั้น ข้าจะอนุญาตให้เจ้าออกจากวังซักครั้งก็ได้ ฉะนั้น ไม่ว่ายังไง ถ้าเป็นสิ่งที่เจ้าทำได้ ต้องพยายามช่วยฝ่าบาทให้เต็มที่ เข้าใจหรือเปล่า”



“ทราบแล้วเพคะ หม่อมฉัน จะทำงานนี้ให้สำเร็จให้ได้”
ซองซงยอนพยายามจะเข้าพบท่านทูตต้าชิงจางหย่วนเหว่ยให้ได้ แต่ขุนนางต้าชิงซึ่งเป็นอาจารย์ของซองซงยอนไม่ยอมให้พบ
“ต้องขออภัย เห็นทีจะให้เข้าพบท่านทูตไม่ได้”
“แต่ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับท่านทูต รบกวนไปบอกหน่อยได้ไหมคะ” ซองซงยอนอ้อนวอน
“บอกแล้วว่าไม่ได้ ใต้เท้ามีคำสั่ง ห้ามชาวโชซอนมาอยู่ในเรือนรับรองแห่งนี้ ฉะนั้น เชิญท่านกลับไปซะ ไปส่งซังกุงเดี๋ยวนี้”
” เดี๋ยวก่อน คนที่ออกคำสั่ง บอกให้เจ้าแสดงกิริยาสามหาวต่อข้าด้วยหรือ มีเหตุผลอะไรถึงไม่ให้พบ ช่างไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้านนัก อีกอย่าง ชั่วดียังไงข้าก็เป็นสนม อุตส่าห์มาขอร้อง ยังกล้าปฏิเสธซึ่งหน้าอีกหรือ”
จางหย่วนเหว่ยออกมา “ห้ามเสียมรรยาท ทุกคนถอยไปก่อน ขออภัยอย่างยิ่ง เชิญข้างใน”
“แต่ว่าใต้เท้า”
” คนที่เชิญนางมา ก็คือข้า หญิงคนนี้ ข้าเคยรู้จัก สมัยที่นางไปต้าชิง จึงมาเยี่ยมในฐานะเพื่อนเก่า พวกเจ้าไม่ต้องยุ่ง เข้าใจมั้ย เชิญข้างใน”



ขุนนางท่านนั้นสั่งให้ลูกน้องไปฟังว่าทั้งสองคุยอะไรกัน
“ซองซังกุงสบายดีใช่ไหม”
“ค่ะ”
“ได้ยินว่าท่านได้เป็นสนม เคยคิดจะไปเยี่ยม แต่เนื่องจากฐานะไม่เอื้อ เลยต้องรบกวนให้มานี่ ต้องขอโทษด้วยนะ”
” อ้อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องแค่นี้อย่าใส่ใจเลย จริงๆ แล้ว ที่ข้ามาวันนี้ เพราะมีเรื่องหนึ่งจะขอถามท่าน เท่าที่ข้ารู้จักท่าน ต่อให้ดูรูปภาพ ยังให้เกียรติผู้เป็นเจ้าของผลงาน ไม่มีทางมาเพื่อกดขี่ชาวโชซอนแน่ เอ่อ สิ่งที่ท่านทำกับเรา ข้าเชื่อว่าคงมีสาเหตุเบื้องหลังบางอย่าง ช่วยบอกได้ไหมว่า อะไรทำให้ท่านตัดสินใจแบบนี้น่ะค่ะ”
“เฮ่อๆๆ แม้แต่วิธีการดูภาพของข้ายังจำได้อีกหรือ อาจเพราะว่า การวิจารณ์ผลงานคนอื่น ต้องอยู่บนพื้นฐานของมรรยาท ว่าแต่ทุกวันนี้ซังกุง คงจะเลิกเขียนรูปแล้วสินะ”
“ใต้เท้า ข้าไม่ได้หมายความอย่างงั้นค่ะ”
” งั้นต้องขออภัย หากจะคุยเรื่องอื่นละก้อ ข้าคงไม่มีเวลา นานๆ ได้พบกัน ขอแค่ถามไถ่ทุกข์สุขตามประสาเพื่อนก็พอแล้ว ฉะนั้น ถ้าจะมาพูดเรื่องอื่นละก้อ เห็นทีจะมาเสียเที่ยวแล้ว”
ซองซงยอนผิดหวังออกมา และพบกับขุนนางที่เป็นอาจารย์
“เมื่อกี้ ต้องขออภัยที่ข้าเสียมรรยาทด้วย”
“หึ ไม่เป็นไรค่ะ ข้าเข้าใจดีว่าท่านเองก็วางตัวลำบาก”
“ขอบคุณที่เข้าใจ”
“งั้นข้าขอตัวก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวก่อน คือ เอานี่ไปด้วย”
“นี่คืออะไรหรือคะ”
“ท่านทูตบอกว่า ให้เอาภาพนี้มามอบให้ท่านน่ะครับ”
“ท่านทูตหรือคะ”
“เป็นการแสดงความยินดี ที่ท่านได้เป็นสนมของพระราชา ยังมีกลอนอวยพร ให้ท่านมีแต่ความโชคดี”
“กลอนอวยพรหรือคะ”
“ใช่ครับ”
เวลานั้นพระเจ้าจองโจทรงทราบว่าพวกต้าชิงมีการเคลื่อนพลมาที่โชซอน เชกาฟังแล้วก็สงสัย
“เคลื่อนพลอะไรกัน พูดแบบนี้หมายความว่าไง อย่าบอกนะว่า ต้าชิงคิดจะเปิดศึกกับเราหรือไง”
“น่าจะใช่” ชองยายงตอบ ทุกคนตกใจ
“มีเหตุผลอะไร ทำให้เจ้าคิดว่าพวกเขาจะเปิดศึกกับเราน่ะ” พระเจ้าจองโจตรัสถาม
” ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี นับแต่ต้าชิงเปลี่ยนฮ่องเต้องค์ใหม่ บ้านเมืองก็ได้เกิด จราจลหลายครั้ง ทำให้ผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน และทางการก็ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการปราบปราม จึงวางแผนก่อความไม่สงบในประเทศรอบข้าง เพื่อกันไม่ให้คนของตัวเองย้ายหนีพะยะค่ะ”



“ข้อนี้ก็อาจเป็นไปได้ แต่แค่นี้ เราจะสรุปว่าพวกเขาต้องการเปิดศึกกับเราได้ยังไง”
“ยังมีอีกเรื่อง เช้าวันนี้มีคำสั่งออกจากที่พักของทูต แต่คนเดินสาส์นไม่ได้ไปทางต้าชิง แต่ไปเมือง กวางจิน แทน”
“กวางจินเป็นเมืองหน้าด่านของทะเล ตงแฮ เส้นทางนี้ ตรงไปเมืองต้าเหลียน ซึ่งเป็นฐานทัพของต้าชิงนี่นา” พระเจ้าจองโจตรัส
” ถูกแล้วพะยะค่ะ หม่อมฉันเชื่อว่าพวกเขาวางแผนแต่แรกที่จะทำแบบนี้อยู่แล้ว เพราะเสียเงินไปกับการปราบจราจลหลายครั้ง และชาวบ้านก็เริ่มเบื่อหน่าย เพื่อกู้ศรัทธาคืนมา พวกเขาจึงให้เราเป็นแพะรับบาปแทน”
ซองซงยอนนำภาพที่ได้จากจางหย่วนเหว่ยมาให้พระเจ้าจองโจทอดพระเนตร
“นี่คือภาพที่ท่านทูตมอบให้เจ้าหรือ”
“ใช่แล้วเพคะ แต่ทรงทอดพระเนตรบทกวีที่เขาเขียนให้ก่อน”
” ป่าร้างไม้ผลัดใบ เดียวดายอยู่ในสวน กระทบสายลมเย็นยะเยือก ผสานดวงจิตที่เปลี่ยวเหงาเศร้าซึม เป็นผลงานของกวีชื่อ ชูฮุง ไม่ใช่หรือ”
” เพคะ ถูกต้องแล้ว ท่านทูตบอกว่าเป็นบทกลอนอวยพรให้หม่อมฉัน แต่ดูแล้ว กลับเอาผลงานของ ชูฮุง มาใส่แทน ซึ่งมันน่าแปลก หรือเขาจะมีความหมายอื่นสื่อถึงฝ่าบาทหรือเปล่า แต่ไม่กล้าพูดตรงๆ ออกมา หม่อมฉันจึงได้ทูลเชิญ ให้ฝ่าบาทมาทอดพระเนตรเอง ทรงอภัยด้วยเพคะ หม่อมฉันมีความเห็นว่า อาจเป็นความนัยบางอย่างที่เขาจะสื่อถึงเราก็ได้”
“อะไรนะ”
” เท่าที่หม่อมฉันรู้จัก ท่านทูตไม่ใช่คนที่จิตใจคับแคบนัก ไม่แน่ว่า จะเป็นเหมือนที่เขาเขียนมา มีเรื่องบางอย่างจะทูลฝ่าบาท แต่เพราะสิ่งแวดล้อมไม่อำนวย ทำให้ไม่กล้าเอ่ยปากก็ได้ ฉะนั้นฝ่าบาท น่าจะทรงหาวิธีอื่น เพื่อคุยกับเขาดีมั้ยเพคะ ถ้าสามารถทำได้จริง ไม่แน่ปัญหานี้อาจคลี่คลายง่ายๆ ก็ได้”
พระเจ้าจองโจทรงคิดใคร่ครวญและสั่งให้ตามแชจีคยอมมาเฝ้า พร้อมให้คนไปที่หอตำราตามทุกคนมาพบ
เวลานั้นทหารโชซอนมาล้อมที่พักของจางหย่วนเหว่ย ทำให้ทุกคนไม่พอใจ ยกเว้นจากหย่วนเหว่ย
“ใต้เท้า เราเป็นทูตจากต้าชิง,พวกเขายังมาปิดล้อม ทำไมโชซอนถึงได้บังอาจขนาดนี้ ทำแบบนี้ แสดงว่าจงใจเป็นศัตรูกับเราชัดๆ”
จางหย่วนเหว่ยย้อนว่า “แล้วยังไง ท่านอยากให้โชซอนบาดหมาดกับเราอยู่แล้วนี่”
“ใต้เท้า ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ”
“ตอนนี้ก็ถือว่าสมใจแล้ว ที่เหลือ ก็รอแค่ทหารชิงยกทัพมาเปิดศึกเท่านั้น”
“ใต้เท้า ยังไงเราก็ไม่อยู่เฉย กลายเป็นตัวประกันของโชซอน ก่อนที่เรื่องจะเลวร้ายกว่านี้ เราต้องทำอะไรบางอย่าง”
แชจีคยอมมาพบจางหย่วนเหว่ย ซึ่งจางหย่วนเหว่ยบอกว่า
“ข้าต้องการจะขอเข้าเฝ้า จะไปวังหลวงเดี๋ยวนี้เพื่อเฝ้าฝ่าบาท ปัญหาทุกอย่างจะมีการเจรจาอีกครั้ง แต่ตอนนี้ถอนทหารไปก่อน”
” เรื่องนี้เราเห็นจะทำตามไม่ได้ ฝ่าบาทมีรับสั่ง จะไม่ทำตามเงื่อนไขของพวกท่าน ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ที่แล้วมา เรามีแต่ความเป็นมิตร แต่พวกท่านจ้องจะทำให้เราไม่สบายใจ จึงไม่อยากฟังคำแก้ตัวใดๆ อีก แต่ว่า เพื่อไม่ให้บีบคั้นจนเกินไป และเพื่อแสดงความเคารพต่อฮ่องเต้ต้าชิง จึงอนุญาตให้ท่าน ไปเข้าเฝ้าคนเดียว ฉะนั้นถ้าจะมีอะไรทูลอีก ก็เชิญไปเข้าเฝ้าเพียงลำพัง”
จางหย่วนเหว่ยมาเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ
“ท่านมาแล้วหรือ เชิญนั่ง”
“พะยะค่ะ”
“คิดว่าท่านคงจะรู้ ว่าการเชิญมาที่นี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก”
“เป็นเพราะว่า ซองซังกุงเข้าใจความหมายที่หม่อมฉันจะสื่อให้ฝ่าบาททรงทราบใช่ไหม”
” ถูกต้อง ตอนที่นางให้ข้าดูภาพนี้ ยังได้ย้ำเตือนว่า ท่านคงมีเรื่องบางอย่างจะพูด ถ้านางเดาไม่ผิดละก้อ เมื่อท่านมานี่แล้ว พอจะบอกข้าได้ไหม”
“ทุกวันนี้ต้าชิง พยายามทำทุกอย่างเพื่อเรียกศรัทธาจากผู้คนคืนมา เพราะก่อนหน้านี้ ได้เสียเงินเพื่อปราบจราจล จนท้องพระคลังร่อยหรอไปมาก ด้วยเหตุนี้ ทำให้เหล่าขุนนางยิ่งเกิดความแตกแยก จึงมีบุคคลบางกลุ่ม หวังจะเปิดศึกกับโชซอน หากได้ชัยชนะก็จะได้ทั้งคำชมและสิ่งของ”
“แต่ว่า การทำแบบนี้ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ถ้าเกิดสงครามจริง รังแต่ทำให้สองฝ่ายยิ่งสูญเสีย พวกเขาไม่คิดบ้างหรือ”
” หม่อมฉันก็คิดเช่นเดียวกับฝ่าบาท การเปิดศึกกับประเทศอื่น เพื่อกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจของตัวเอง ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูก แต่ว่า การจะต่อต้านพวกเขา โดยหม่อมฉันเพียงคนเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้”
“ไม่หรอกท่าน ท่านคิดผิดซะแล้ว”
“ฝ่าบาท”



” ถ้ายอมมาร่วมมือกับเรา ท่านจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น หรือจะว่าไง ข้ามีความคิดอย่างหนึ่งมานาน และเห็นว่า น่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะสุดท้ายแล้ว ก็คือผลประโยชน์ต่างตอบแทน”
“ฝ่าบาท วิธีของพระองค์ก็คือ”
“ข้าจะช่วยท่านแก้ปัญหา ในขณะที่ท่าน ก็ช่วยข้าอีกแรงได้หรือเปล่า”
“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่เข้าใจ”
พระเจ้าจองโจทรงตรัสถามชองยายงและพวกเชกาว่าของที่สั่งไปถึงไหนแล้ว
“เรากำลังตรวจสอบที่มีอยู่ในคลังเสบียงทั้งหมด”
“หากไม่พอจริงๆ จะให้ขุนนางท้องถิ่นส่งมาเพิ่ม คิดว่าคงไม่มีปัญหาพะยะค่ะ”
“หึ นี่คือข้อเสนอที่เราจะต่อรองกับทูตต้าชิง ส่งไปให้เจ้ากรมวังช่วยจัดการด้วย”
“พะยะค่ะ” แชจีคยอมน้อมรับ
“การประชุมที่ท้องพระโรงล่ะ”
“ตอนนี้ขุนนางทั้งหลาย มารออยู่แล้วพะยะค่ะ”
“ถ้าอย่างงั้น ข้าคงต้องไปเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาเชื่อฟัง”
ทางด้านจางหย่วนเหว่ยก็นำเรื่องนี้ไปบอกเหล่าขุนนางต้าชิง
“อะไรนะ สัมปทานการค้าโสมหรือ”
” ใช่ ให้การค้าโสมเป็นสิทธิ์ของทางการ นี่คือสิ่งที่พระราชาโชซอนเสนอมา ที่แล้วมาโสมจากโชซอน ส่วนใหญ่ผ่านการลักลอบซื้อขาย ทำให้ราคาสูงมาก ยังความเสียหายต่อเศรษฐกิจของเรา และปริมาณความต้องการ ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ในประเทศ ฉะนั้น ถ้ากำหนดให้การค้าโสมเป็นสิทธิ์ของทางการซะ การซื้อขายก็จะเพิ่มขึ้น พลอยให้ราคาถูกลง ส่วนเราก็จะได้ค่าตอบแทนปีละเป็นหมื่นตำลึง”
เวลาเดียวกันพระเจ้าจองโจก็ทรงตรัสกับเหล่าขุนนาง
” เฉพาะเงื่อนไขนี้ ถือเป็นประโยชน์ต่อเราอย่างมาก ถ้าเปลี่ยนจากการลักลอบซื้อขายเป็นสัมปทาน เราจะได้ประโยชน์สามสถานด้วยกัน ข้อหนึ่ง มีการปลูกโสมมากขึ้น เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร สอง เราส่งโสมไปขาย พ่อค้าก็จะได้เงินมากขึ้น ส่วนข้อสุดท้าย ทางการได้เก็บภาษีจากการขายโสม เพิ่มรายได้ให้แก่บ้านเมือง นี่คือสิ่งที่ ข้าคิดมานาน หวังจะใช้ช่องทางนี้ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับต้าชิงโดยการใช้โสม แม้ว่ายังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องพูดคุย แต่ว่า รอให้เรื่องนี้สำเร็จก่อน ค่อยเพิ่มเติมทีหลัง ก็ยังไม่สายนัก”
ชางแทวูทูลว่า “แต่ว่าฝ่าบาท พวกเขาจะยอมรับเงื่อนไขนี้หรือพะยะค่ะ”
” การที่พวกเขาพยายามจะก่อกวนเรา เพราะท้องพระคลังร่อยรอย และราษฎรก็เริ่มลำบาก เมื่อเราเสนอวิธีนี้ออกมา ต้าชิงจะได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ส่วนเรา ก็ได้ประโยชน์ตามที่เราคิดไว้ ถ้ามีหัวคิดหน่อย คงไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้แน่”
ฝ่ายจางหย่วนเหว่ยก็ถามเหล่าขุนนางต้าชิงว่า
” เป็นไงบ้าง ฟังอย่างงี้แล้ว ท่านยังจะทำตามแผนเดิมต่อไปหรือเปล่า ถ้าหากว่า จะยืนกรานความคิดเดิมต่อไป งั้นก็ได้ ข้าจะกลับต้าชิงเดี๋ยวนี้ และไปทูลฮ่องเต้ ว่าได้เกิดอะไรขึ้นที่นี่บ้าง ท่านจงคิดให้ดีละกัน สิ่งที่ฮ่องเต้ต้องการ คือสงครามหรือว่า ผลประโยชน์ทางการค้า”
เชกาไปตรวจของ เพราะพรุ่งนี้ทูตต้าชิงก็จะไปแล้ว ขณะที่พระเจ้าจองโจตรัสกับจางหย่วนเหว่ยว่า
“พ่อค้าต้าชิงที่ถูกควบคุมตัว จะถูกไต่สวนตามกระบวนการของเรา ส่วนจะรับโทษยังไง ข้าจะหารือกับท่านอีกที”
“ได้พะยะค่ะ แต่หม่อมฉันอยากทูลขอ ให้ฝ่าบาททรงเมตตา ลงโทษเป็นการหลาบจำก็พอ”
“เรื่องคดีความ เราจะไม่มีการลำเอียง ผิดถูกก็ว่ากันไป ขอให้ท่านเชื่อใจข้าได้”
” แน่นอน หม่อมฉันเชื่อใจฝ่าบาทอยู่แล้ว ขอทูลตามตรง หม่อมฉันรู้สึกชื่นชม ต่อพระดำริของฝ่าบาทยิ่งนัก ทรงเป็นพระราชาที่ทรงปราดเปรื่อง อนาคตของโชซอนเห็นจะรุ่งเรืองแน่”
“เฮ่อๆๆ ท่านก็ชมเกินไป ข้าเพียงแต่ หาวิธีที่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่ายเท่านั้น”
“แต่น้อยคนจะคิดได้แบบนี้ ขนาดต้าชิงยังรู้แต่ใช้กำลังแก้ปัญหา ในฐานะเป็นทูต หม่อมฉันรู้สึกละอายนัก”
” การที่สวรรค์ให้คนๆ หนึ่งมีอำนาจ ไม่ใช่ให้เขาไปกดขี่คนที่อ่อนแอกว่า แต่ต้องการให้ช่วยคนที่ลำบากยากเข็น เปรียบเหมือนกับ ต้าชิงที่เป็นเมืองใหญ่ทรงอิทธิพลก็เช่นกัน การช่วยเหลือประเทศที่เล็กกว่า ร่วมกันสร้างอนาคตที่ดี ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ เป็นหลักการที่ควรจดจำไว้”
“พะยะค่ะ หม่อมฉัน จะไม่ลืมคำสอนของพระองค์ ต่อไปจะสนับสนุนให้ต้าชิงและโชซอน เป็นบ้านพี่เมืองน้องที่ดีตลอดไป”
“ขอบคุณท่านทูตมาก”
ลี ซังกุงเข้ามาทูลพระพันปีเฮคยองถึงความเรียบร้อย และยังชื่นชมที่ซองซงยอนเป็นคนกลางให้พระเจ้าจองโจกับทูตต้าชิงได้ปรับความ เข้าใจกัน
พระมเหสีโยอึยก็ทรงชื่นชมซองซงยอน
“เห็นว่าคราวนี้เป็นผลงานของเจ้า ช่างลำบากแท้ๆ ถือว่าเจ้ามีความดีความชอบต่อบ้านเมืองของเรา”
“ไม่หรอกเพคะ เป็นเรื่องเล็กน้อย หม่อมฉันเพียงแต่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระหว่างฝ่าบาทและท่านทูต นอกนั้นก็ไม่มีอะไร”
“ใครบอกล่ะจ๊ะ นี่แหละคืองานใหญ่ล่ะ ถ้าวันก่อนเจ้าไม่กล้าออกหน้าทำอะไรเลย ปัญหานี้ คงไม่ได้จบลงง่ายๆ แน่”
“หึ ขอบพระทัยที่ทรงชมเพคะ”
ซองซงยอนออกมาก็พบกับพระพันปีเฮคยอง
“พระพันปี”
“เพิ่งออกจากตำหนักพระมเหสีใช่ไหม”
“ใช่แล้วเพคะ”
“งั้นไม่มีอะไร กลับไปเถอะ”
“เพคะ”


ผลการทดสอบความรู้ขุนนาง ชองยายงได้ที่หนึ่ง แต่เขากลับต้องไปฝึกยิงธนูกับเทซู ซึ่งชองยายงยิงธนูไม่ได้เรื่องเลย จนเทซูบ่น
“นี่ ข้าว่าเจ้าไม่ต้องฝึกหรอก ไปนอนซะดีกว่า”
“นอนได้ไง ไม่ได้หรอก นี่เป็นพระบัญชาของฝ่าบาท ยังไงก็ต้องฝึกยิงธนูให้เป็น แหะ”
เทซูถึงกับถอนหายใจ “แต่ข้าว่า เจ้ายังไม่เหมาะที่จะถือคันธนู”
“หา แล้วยังไง”
” บัณฑิตยิงธนูไม่เป็น ส่วนใหญ่เพราะกำลังแขนไม่พอ ทำให้ง้างไม่เต็มที่ เอางี้ ก่อนจะยิงต่อ เรามาฝึกกำลังแขนก่อน มา มา ไม่พอ ยกขึ้นสูงอีก”
ชองยายงถึงกับร้องโอดครวญ จนพระเจ้าจองโจเสด็จมาเห็นทรงเข้าไปถาม
“เป็นไงบ้าง พอจะยิงเข้าเป้าหรือยัง”
“แหะ อย่าว่าแต่เข้าเป้า แค่เฉียดยังไม่มีเลยพะยะค่ะ” เทซูทูล
“ถ้าอย่างงั้น เจ้าต้องเคี่ยวให้หนักจนกว่าจะเป็นล่ะ”
“พะยะค่ะ”
” เอ่อ ฝ่าบาท ทรงปล่อยหม่อมฉันไปเถอะ หม่อมฉันทำไม่ได้จริงๆ ขอแค่ไม่ต้องใช้กำลัง เรื่องอื่นหม่อมฉันไม่เกี่ยง ทรงอนุโลมซักครั้งเถอะพะยะค่ะ”
“ไม่ได้หรอก ถึงเป็นขุนนางพลเรือน ถ้าไม่ออกกำลังบ้าง จะทำงานหนักได้ยังไง ยิงให้ข้าดูซิ”
“ฝ่าบาท”
“ไม่ต้องพูดมาก”
ผลออกมาชองยายงยิงไม่โดนเลย
“ครบกำหนดแล้วยังฝึกไม่ได้ ข้าคงต้องลงโทษซะแล้ว”
ชองยายงตกใจ “หา”
“โทษของเขาคือการเนรเทศ ตามข้ามาเดี๋ยวนี้”
ทุกคนพากันตกใจ เทซูรีบทูล “อะไรนะพะยะค่ะ ฝ่าบาท รับสั่งว่าเนรเทศหรือ”
“ใช่ เนรเทศ เร็ว ไปลงเรือซะ”
“เอ่อ ฝ่าบาท”
“ข้างหน้าคือที่กักกันของเจ้า จนกว่าจะมีคำสั่งให้กลับมา เจ้าไปฝึกความอดทนที่นั่น เพื่อไม่ให้ตัวเองขี้เกียจ”
“หึ พะยะค่ะฝ่าบาท”
“อีกอย่าง มีการบ้านให้ทำในระหว่างเนรเทศด้วย คิดว่าต้องทำยังไง ถึงให้คนกว่าพันคนสามารถข้ามฟากในเวลาเดียวกัน”
“รับสั่งว่า ให้คนนับพัน ข้ามฟากในเวลาเดียวกันหรือ”
“ใช่”
“แล้ว ทำไมคนตั้งเยอะ ต้องข้ามฟากพร้อมกันด้วยล่ะพะยะค่ะ”
“สาเหตุเพราะอะไรนั้น ไว้เจ้าหาวิธีได้แล้ว ข้าจะบอกเอง ยืนเฉยทำไม ไปได้แล้ว”
“เอ่อ คือ” ชองยายงคบคิดปัญหาแล้วถอนใจ
ปาร์คยองมุนมาบอกทุกคนว่าทางการจะรับทหารจำนวน 2 พันอัตรา ให้ทุกคนเตรียมทำงานหนัก
ขณะที่แชซกจูก็มาปรึกษากับพระหมื่นปีจองซุน
” ฮึ่ม จู่ๆ จะรับทหารเพิ่มอีก 2 พันนาย หม่อมฉันว่าคิดก่อตั้งกองกำลังชุดใหม่แน่ นับแต่มีหน่วยทหารพิเศษ ฝ่าบาทก็ทรงมีดำริจะก่อตั้งกองกำลังที่แข็งแกร่งกว่านี้ และคราวนี้ก็จะเป็นโอกาสดี ที่ได้สร้างเสถียรภาพให้แก่ราชบัลลังก์”
” ครองราชย์มาหลายปี เป็นใครก็ต้องทำแบบนี้ทั้งนั้น ทุกวันนี้ฝ่าบาทยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้น ในขณะที่ข้ายิ่งถดถอย คิดแล้วก็น่าเป็นห่วง ที่สำคัญ จนวันนี้ยังไม่รู้ว่าฝ่าบาทมีอะไรอยู่ในมือกันแน่ ที่จะชี้ชะตาข้าได้”
“ทรงอดทนหน่อยเถอะพะยะค่ะ หม่อมฉันกำลังสืบอยู่ เชื่อว่าไม่นานคงจะรู้”
หมอหลวงมาตรวจอาการของซองซงยอนอีกครั้ง และยืนยันว่าซองซงยอนตั้งครรภ์แน่นอน พระมเหสีโยอึยทรงดีพระทัยมาก
“เจ้าเก่งมาก มีผลงานชิ้นใหญ่อีกแล้ว”
“ยินดีด้วยนะคะ”
“ยินดีด้วยเจ้าค่ะ”
” ต่อไปต้องระวังตัว จะลุกจะนั่งก็ควรช้าๆ ไว้ จนกว่าลูกในท้องจะแข็งแรงและคลอดออกมาอย่างปลอดภัย ไม่ว่าทำอะไรก็อย่าให้กระเทือนถึงเด็กได้ล่ะ”
“หม่อมฉันจะจำไว้เพคะ”
“แล้วทำไมข้ายังอยู่นี่ ต้องรีบไปทูลฝ่าบาทซะแล้ว คงจะดีพระทัยยิ่งกว่าใครทั้งหมด ข้าจะไปตำหนักใหญ่เดี๋ยวนี้”
“หึ เพคะพระมเหสี”
พระมเหสีโยอึยทรงไปทูลบอกข่าวดีต่อพระเจ้าจองโจ
“เจ้าบอกว่าไงนะ”
“หึ ซองซังกุงตั้งครรภ์แล้วเพคะ ต้องขอแสดงความยินดีด้วย”
“หึ เป็นความจริงหรือ”
“จริงเพคะ เมื่อกี้หมอหลวงไปตรวจและให้การยืนยันแล้ว”
พระเจ้าจองโจทรงดีพระทัยมาก เสด็จมาหาซองซงยอนทันที
“หึ ซงยอน”
“ฝ่าบาท”
“เฮ่อ นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่ ที่มีความหมายที่สุดในชีวิต ขอบใจเจ้ามากนะ”
“ฝ่าบาท”
“หึ มา นั่งก่อนเร็ว ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างหรือ”
“ไม่เหนื่อยเพคะ”
“มานั่งใกล้ๆ ข้าซิ หึ ถ้าเหนื่อยก็อย่าฝืนตัวเองล่ะ หรือถ้าหงุดหงิด ก็ระบายอารมณ์ออกมาได้ ข้ายอมให้เจ้าอาละวาดเลย”
“ขอบพระทัยเพคะ”
พระสนมวาพินทราบก็มาเยี่ยมซองซงยอน
“หึ พระสนมเสด็จมาเยี่ยมด้วยตัวเอง ขอบพระทัยเพคะ”
” ไม่เป็นไร นี่เป็นข่าวดีของราชสำนัก ข้าก็ต้องมาแสดงความยินดีกับเจ้าอยู่แล้ว จริงสิ เสด็จแม่รับสั่งอะไรหรือเปล่า ในที่สุดฝ่าบาทก็จะมีทายาทที่ทรงรอนาน เสด็จแม่คงดีพระทัยมาก จริงหรือเปล่า”
“เอ่อ หม่อมฉัน ยังไม่ได้เข้าเฝ้าเสด็จแม่เลยเพคะ”
“หา อะไรนะ ยังไม่ได้เฝ้าเสด็จแม่อีกหรือ ป่านนี้น่าจะทรงรู้ข่าวว่าเจ้าตั้งครรภ์ ทำไมยังไม่ให้เข้าเฝ้า เพื่อปูนบำเหน็จอีกล่ะนี่”
พระเจ้าจองโจเองก็ทรงทราบว่าพระพันปีเฮคยองยังไม่ให้ซองซงยอนเข้าเฝ้าจึงเสด็จไปหาพระพันปีเฮคยอง
“เจ้าจะมาพูดอะไรกับแม่อีก ไหนๆ ซองซังกุงก็ตั้งครรภ์ น่าจะมีหนังสือแต่งตั้งให้นางซะ จะมาพูดเรื่องนี้ใช่ไหม”
” เสด็จแม่ ที่หม่อมฉันจะทูล ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ ซองซังกุงเข้าวังมา จนวันนี้ก็เกือบครบปีแล้ว ถ้าเสด็จแม่ได้ทรงสังเกตนางบ้าง จะเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ทรงคิด เสด็จแม่”
“พระพันปี ซองซังกุงมาขอเฝ้าเพคะ”
“ให้เข้ามาได้”
ซองซงยอนเข้ามา “ฝ่าบาท”
” นั่งลง ที่แม่ให้นางมาพบ เพราะมีเรื่องสำคัญจะพูด แต่ว่า เรื่องนี้เจ้าก็ควรรับรู้เลยฟังพร้อมกันก็ได้ เอานี่ไป หนังสือแต่งตั้งให้เจ้าเป็นสนมอย่างเป็นทางการ”
“หึ พระพันปี” ซองซงยอนดีใจมาก
“แม่จะให้นางเป็นสนมขั้นสาม ตำแหน่ง โซยอง ฉะนั้น ตอนนี้เจ้าคงไม่ต้องพูดมากอีก”
“เสด็จแม่”
” ถือว่าเจ้าได้รับการแต่งตั้งตามกฎของฝ่ายในอย่างถูกต้อง และข้าก็ยอมรับเจ้าเป็นสะใภ้ นับแต่นี้ ไม่ต้องเรียกข้าว่าพระพันปีอีก ให้เรียกเสด็จแม่เหมือนคนอื่นก็ได้ เข้าใจมั้ย”
“เอ่อ เพคะ”

จบ ตอนที่ 70